<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!-- generator="wordpress/1.5.1-alpha" -->
<rss version="2.0" 
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
>

<channel>
	<title>Always head towards</title>
	<link>http://blogto.blogsome.com</link>
	<description>Just another WordPress weblog</description>
	<pubDate>Thu, 23 Oct 2008 16:22:26 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=1.5.1-alpha</generator>
	<language>en</language>

		<item>
		<title>บททดสอบ</title>
		<link>http://blogto.blogsome.com/2008/10/24/p92/</link>
		<comments>http://blogto.blogsome.com/2008/10/24/p92/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 23 Oct 2008 16:22:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เหมียว...เอง</dc:creator>
		
	<category>Diary by emotion</category>
		<guid>http://blogto.blogsome.com/2008/10/24/p92/</guid>
		<description><![CDATA[	เคยลองคิดดูเล่นๆ(หรือจริงจังก็ได้)ไหม ว่าทำไมชีวิตเราถึงเจอนั่นเจอนี่ มีปัญหานู่น เดี๋ยวก็มีปัญหานี้&#8230;ตลอดเวลา แถมยังต้องแก้กันไม่จักจบจักสิ้น
	อาจจะเหมือนที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ล่ะมั่ง..ว่ามันเป็น&quot;กรรมของมนุษย์ ที่ต้องเวียนวายไปจนกว่าจะนิพพาน&quot; (อ่ะโห มันพูดเรื่องแบบนี้กับเขาเป็นด้วย)
	&nbsp;
	ในหลายๆครั้ง ฉันจะพยายามคิดว่า ปัญหาและสิ่งกวนใจทั้งหลายเหล่านี้ เป็น &quot;บททดสอบ&quot;ของชีวิต
	แน่นอนล่ะ เมื่อมันเป็น&quot;บททดสอบ&quot; มันคงไม่จบแค่ Level เดียว &#8230;มันมีหลาย Level แหง่ๆ
	และตอนนี้ฉันก็กำลังทำ&quot;บททดสอบ&quot;บทหนึ่งอยู่ มันเป็นบททดสอบที่ฉันตั้งชื่อว่า&quot;อดทน&quot;
	&nbsp;
	ฉันเรียนรู้คำว่า&quot;อดทน&quot; มาตั้งแต่ปีแรกที่ฉันไปเรียนต่างประเทศ ตั้งแต่อดทนเรียน อดทนทำงาน และอดทนอยู่กับคนที่เราไม่ชอบ ..สำหรับฉัน ฉันว่ามันเป็นการอดทนที่ยาวนานมาก 
	แต่ตอนนี้ ฉันกำลังถูกทดสอบความ&quot;อดทน&quot;กับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ของฉัน (และฉันก็เชื่อว่าแม่ก็คงเช่นกัน)
	&nbsp;
	ตั้งแต่ฉันกลับมาทำงานที่บ้าน ฉันมีปัญหากับแม่บ่อยมาก เรียกว่าแทบทุกวันเลยจะถูกกว่า มีกันได้ทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องขี้ผงจนถึงเรือรบ
	ในความรู้สึกแม่(ที่ฉันเดา) แม่คงคิดว่าฉันเป็นเด็กไม่ดี ..แต่ในความรู้สึกฉัน ฉันว่าแม่ไม่ได้รักฉันเท่าไหร่!! 
	..เพราะไม่ว่าฉันจะพยายามเป็นเด็กดีของแม่แค่ไหน มันก็ไม่เคยพอเลยสำหรับแม่ และที่สำคัญฉันไม่เชื่อว่าแม่จะรักฉันเท่าพี่ฉันเลย 
	&nbsp;
	มันไม่ใช่ความรู้สึกอิจฉาหรอก ..แต่มันเป็นความน้อยใจมากกว่า 
	&nbsp;
	ถึงวันนี้ ฉันจะยัง&quot;อดทน&quot;กับความรู้สึกแบบนี้อยู่ได้ แต่ฉันก็กลัวใจตัวเองเหมือนกัน ว่าวันหนึ่งฉันอาจจะถอดใจ ไม่เป็นเด็กดีของแม่อีกต่อไป!! 
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[	<p>เคยลองคิดดูเล่นๆ(หรือจริงจังก็ได้)ไหม ว่าทำไมชีวิตเราถึงเจอนั่นเจอนี่ มีปัญหานู่น เดี๋ยวก็มีปัญหานี้&#8230;ตลอดเวลา แถมยังต้องแก้กันไม่จักจบจักสิ้น</p>
	<p>อาจจะเหมือนที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ล่ะมั่ง..ว่ามันเป็น&quot;กรรมของมนุษย์ ที่ต้องเวียนวายไปจนกว่าจะนิพพาน&quot; (อ่ะโห มันพูดเรื่องแบบนี้กับเขาเป็นด้วย)</p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>ในหลายๆครั้ง ฉันจะพยายามคิดว่า ปัญหาและสิ่งกวนใจทั้งหลายเหล่านี้ เป็น &quot;บททดสอบ&quot;ของชีวิต</p>
	<p>แน่นอนล่ะ เมื่อมันเป็น&quot;บททดสอบ&quot; มันคงไม่จบแค่ Level เดียว &#8230;มันมีหลาย Level แหง่ๆ</p>
	<p>และตอนนี้ฉันก็กำลังทำ&quot;บททดสอบ&quot;บทหนึ่งอยู่ มันเป็นบททดสอบที่ฉันตั้งชื่อว่า&quot;อดทน&quot;</p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>ฉันเรียนรู้คำว่า&quot;อดทน&quot; มาตั้งแต่ปีแรกที่ฉันไปเรียนต่างประเทศ ตั้งแต่อดทนเรียน อดทนทำงาน และอดทนอยู่กับคนที่เราไม่ชอบ ..สำหรับฉัน ฉันว่ามันเป็นการอดทนที่ยาวนานมาก </p>
	<p>แต่ตอนนี้ ฉันกำลังถูกทดสอบความ&quot;อดทน&quot;กับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ของฉัน (และฉันก็เชื่อว่าแม่ก็คงเช่นกัน)</p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>ตั้งแต่ฉันกลับมาทำงานที่บ้าน ฉันมีปัญหากับแม่บ่อยมาก เรียกว่าแทบทุกวันเลยจะถูกกว่า มีกันได้ทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องขี้ผงจนถึงเรือรบ</p>
	<p>ในความรู้สึกแม่(ที่ฉันเดา) แม่คงคิดว่าฉันเป็นเด็กไม่ดี ..แต่ในความรู้สึกฉัน ฉันว่าแม่ไม่ได้รักฉันเท่าไหร่!! </p>
	<p>..เพราะไม่ว่าฉันจะพยายามเป็นเด็กดีของแม่แค่ไหน มันก็ไม่เคยพอเลยสำหรับแม่ และที่สำคัญฉันไม่เชื่อว่าแม่จะรักฉันเท่าพี่ฉันเลย </p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>มันไม่ใช่ความรู้สึกอิจฉาหรอก ..แต่มันเป็นความน้อยใจมากกว่า </p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>ถึงวันนี้ ฉันจะยัง&quot;อดทน&quot;กับความรู้สึกแบบนี้อยู่ได้ แต่ฉันก็กลัวใจตัวเองเหมือนกัน ว่าวันหนึ่งฉันอาจจะถอดใจ ไม่เป็นเด็กดีของแม่อีกต่อไป!! </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogto.blogsome.com/2008/10/24/p92/feed/</wfw:commentRss>
	</item>
		<item>
		<title>ชีวิต?</title>
		<link>http://blogto.blogsome.com/2008/09/17/p91/</link>
		<comments>http://blogto.blogsome.com/2008/09/17/p91/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 16 Sep 2008 18:02:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เหมียว...เอง</dc:creator>
		
	<category>Diary by emotion</category>
	<category>Journey</category>
		<guid>http://blogto.blogsome.com/2008/09/17/p91/</guid>
		<description><![CDATA[	หลายๆครั้งที่คนเรา(รวมถึงตัวฉันเองด้วย)จะชอบนึกถึงคำว่า&quot;ชีวิต&quot;ขึ้นมา ด้วยเหตุผลพื้นฐานว่า ในขณะนั้นเรากำลังประสบปัญหายุ่งยาก หาคำตอบไม่ได้ หรือที่เรียกกันว่า&quot;ปัญหาโลกแตก&quot; 
	คำว่า&quot;ปัญหาโลกแตก&quot; แน่ล่ะ ฉันไม่ได้หมายถึงว่าโลกจะแตกจริงๆ แต่ฉันหมายถึงปัญหาที่หาทางออกไม่ได้ คงคล้ายๆกับปัญหาที่ถามกันมานมนานว่า &quot;ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน&quot;
	ทุกครั้งที่ฉันนึกถึง&quot;ปัญหาโลกแตก&quot; ฉันมักจะนึกถึงคำพูดที่พี่คนหนึ่งตอบฉันเสมอเวลาพูดเรื่องพวกนี้ &quot;I don&#8217;t give a shit.&quot; พี่คนนี้มักจะพูดประโยคนี้ พร้อมทำท่ายักไหล่ และสายตาที่ไม่แคร์อะไร 
	ถึงแม้ว่าจะมีสายตาไม่แคร์ใคร และท่าทีที่บ่งบอกว่าไม่สนใจ ..แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่แหละ คือปัญหาที่คาอกคาใจอยู่&nbsp;
	จะว่าไปปัญหาโลกแตกนี้ ก็คงเหมือนเราเป็นคนหลงทางคนหนึ่ง ที่เดินไปเจอทาง3แยก &quot;จะเลี้ยวซ้ายดีไหม หรือเลี้ยวขวาดีกว่า อ๊ะ!หรือตรงไปดี&quot; แน่นอน คำตอบที่ถูกต้องคงลอยอยู่ในกลุ่มเมฆหมอก ที่เราไม่สามารถมองเห็นได้เลย จนกว่า&#8230;เราจะมีความกล้าพอ
	&nbsp;
	และมันก็คงไม่แปลกที่คนเราจะรู้สึกท้อ รู้สึกพลังกาย-พลังใจมันถดถอยลงเรื่อยๆ เหมือนใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ เวลาที่เจอปัญหาแบบนี้
	&#8230;.ฉันไม่เถียง เพราะฉันเคยเป็นมาก่อน&nbsp; เคยรู้ซึ้งถึงความว่างเปล่า เหมือนชีวิตไม่มีค่า ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่จะทำให้ชีวิตมีค่าหรือไร้ค่า นั่นก็คือตัวเราเอง!! 
	&nbsp;
	หลายๆคนชอบพูดว่า &quot;ชีวิต คือ การก้าวไปข้างหน้า&quot; ฉันว่าไม่ผิด แต่ก็ไม่ได้ถูกไปซะทั้งหมด เพราะฉันคิดว่าแม้การอยู่เฉยๆ หรือแม้แต่การเดินถอยหลัง ก็เป็นการก้าวไปข้างหน้าได้เช่นกัน
	หากเรากล้าที่จะเดินต่อ ไม่ว่าจะเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา หรือตรงไป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[	<p>หลายๆครั้งที่คนเรา(รวมถึงตัวฉันเองด้วย)จะชอบนึกถึงคำว่า&quot;ชีวิต&quot;ขึ้นมา ด้วยเหตุผลพื้นฐานว่า <u>ในขณะนั้น</u>เรากำลังประสบปัญหายุ่งยาก หาคำตอบไม่ได้ หรือที่เรียกกันว่า&quot;ปัญหาโลกแตก&quot; </p>
	<p>คำว่า&quot;ปัญหาโลกแตก&quot; แน่ล่ะ ฉันไม่ได้หมายถึงว่าโลกจะแตกจริงๆ แต่ฉันหมายถึงปัญหาที่หาทางออกไม่ได้ คงคล้ายๆกับปัญหาที่ถามกันมานมนานว่า &quot;ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน&quot;</p>
	<p>ทุกครั้งที่ฉันนึกถึง&quot;ปัญหาโลกแตก&quot; ฉันมักจะนึกถึงคำพูดที่พี่คนหนึ่งตอบฉันเสมอเวลาพูดเรื่องพวกนี้ &quot;I don&#8217;t give a shit.&quot; พี่คนนี้มักจะพูดประโยคนี้ พร้อมทำท่ายักไหล่ และสายตาที่ไม่แคร์อะไร </p>
	<p>ถึงแม้ว่าจะมีสายตาไม่แคร์ใคร และท่าทีที่บ่งบอกว่าไม่สนใจ ..แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่แหละ คือปัญหาที่คาอกคาใจอยู่&nbsp;</p>
	<p>จะว่าไปปัญหาโลกแตกนี้ ก็คงเหมือนเราเป็นคนหลงทางคนหนึ่ง ที่เดินไปเจอทาง3แยก &quot;จะเลี้ยวซ้ายดีไหม หรือเลี้ยวขวาดีกว่า อ๊ะ!หรือตรงไปดี&quot; แน่นอน คำตอบที่ถูกต้องคงลอยอยู่ในกลุ่มเมฆหมอก ที่เราไม่สามารถมองเห็นได้เลย จนกว่า&#8230;เราจะมีความ<u><strong>กล้าพอ</strong></u></p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>และมันก็คงไม่แปลกที่คนเราจะรู้สึกท้อ รู้สึกพลังกาย-พลังใจมันถดถอยลงเรื่อยๆ เหมือนใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ เวลาที่เจอปัญหาแบบนี้</p>
	<p>&#8230;.ฉันไม่เถียง เพราะฉันเคยเป็นมาก่อน&nbsp; เคยรู้ซึ้งถึงความว่างเปล่า เหมือนชีวิตไม่มีค่า ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่จะทำให้ชีวิตมีค่าหรือไร้ค่า นั่นก็คือตัวเราเอง!! </p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>หลายๆคนชอบพูดว่า &quot;ชีวิต คือ การก้าวไปข้างหน้า&quot; ฉันว่าไม่ผิด แต่ก็ไม่ได้ถูกไปซะทั้งหมด เพราะฉันคิดว่าแม้การอยู่เฉยๆ หรือแม้แต่การเดินถอยหลัง ก็เป็นการก้าวไปข้างหน้าได้เช่นกัน</p>
	<p>หากเรากล้าที่จะเดินต่อ ไม่ว่าจะเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา หรือตรงไป และถึงแม้ว่าเราจะหลงทาง ..เหนื่อยก็พัก ล้มก็ลุก ..เราก็ยังได้เรียนรู้มัน เรียนผิด เรียนถูก แล้วก็เรียนแก้ ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้ล่ะ</p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p></p>
	<p>..คัดลอกมาจากนิยายที่ฉันชื่นชอบ &quot;เรือนไม้สีเบจ&quot;</p>
	<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &quot;<em>ทุกอย่างในชีวิตมันมีสองด้าน เรามองมันให้เป็นสีดำก็ได้ สีขาวก็ได้ ถ้ามองเป็นสีดำ โลกก็จะขมขื่นไปหมด ถ้ามองเป็นสีขาว มันก็สะอาดขึ้นมาก</em>&quot; </p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>ฉันอยากบอกใครสักคน ในวันที่เขารู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีค่า ว่าเขามีค่าพอสำหรับฉัน แค่เขายิ้ม ฉันก็รู้สึกว่าโลกนี้มันน่าอยู่ขึ้นมาก อยากให้เขารับรู้ว่า ไม่ใช่แค่เขาที่ต้องคิดมากเพียงลำพัง ฉันก็คิด แต่ก็แน่ล่ะ ฉันคิดในแบบเงียบๆของฉัน&nbsp; ซึ่งบ้างครั้งมันก็น่าน้อยใจ ที่เขามองข้ามมัน ..ก็แค่อยากจะบอกว่า ไม่ได้มีเขาคนเดียวในโลกนะ ^^</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogto.blogsome.com/2008/09/17/p91/feed/</wfw:commentRss>
	</item>
		<item>
		<title>บ่นไปเรื่อย</title>
		<link>http://blogto.blogsome.com/2008/09/05/90/</link>
		<comments>http://blogto.blogsome.com/2008/09/05/90/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Sep 2008 15:46:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เหมียว...เอง</dc:creator>
		
	<category>Diary by emotion</category>
		<guid>http://blogto.blogsome.com/2008/09/05/90/</guid>
		<description><![CDATA[	เหตุผลสำคัญอีกอย่าง ที่ฉันถูกเรียกตัวกลับมา หลังจากเรียนจบและใช้ชีวิตอิสระที่ต่างประเทศเองสักพัก ..ก็คือน้องชายแม่(เรียกว่าอากู๋)ต้องการคนมาช่วยงาน และเขาก็คิดว่าฉันน่าจะทำได้ แน่นะ!ว่าเหตุผลสำคัญจริงๆอีกอย่าง คือเขาไม่ต้องลงทุน ไม่เสี่ยง เพราะอย่างน้อยฉันก็มีประสบการณ์เกี่ยวกับสินค้าไทยที่ขายในต่างแดนอยู่พอตัว ไม่นับรวมลูกค้าคนใหม่ของเขา ซึ่งก็คือเจ้านายเก่าของฉัน
	&nbsp;
	ฉันรู้สึกว่า แม่ฉันก็ค่อนข้างวาดฝันไว้หรูเหมือนกัน ว่าฉันจะแต่งตัวดีๆ ขับรถไปทำงานในออฟฟิตที่เปิดแอร์เย็น มีคนในโรงงานนับหน้าถือตา จะด้วยเกรงใจเพราะเป็นหลานเจ้าของ หรือจะเพราะอย่างอื่นก็สุดจะรู้ได้ แน่นอนว่าแม่ไม่ลืมสั่งสอนฉันเรื่องการปฏิบัติกับผู้อื่นดีๆ และทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เหมือนกับทุกๆครั้งที่แม่บอกก่อนฉันขึ้นเครื่องกลับไปเรียน แต่บางทีแม่คงจะลืมไปว่า ฉันใช้ชีวิตต่างแดนบนขาตัวเองมานาน นานจนพอจะรู้ว่าสิ่งที่แม่สอนบางอย่างก็ใช้กับบนโลกนี้ไม่ได้
	&nbsp;
	อากู๋ฉันเป็นคนดี&#8230;อันนี้ฉันไม่เถียง แต่แฟนอากู๋(ให้ถูกก็ต้องเรียกว่าอากิ๋ม)&#8230;ฉันไม่แน่ใจ 
	&nbsp;
	ตอนเป็นเด็ก สมัยที่ยังอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ฉันไม่เคยลืมว่าเหตุผลที่ครอบครัวใหญ่ต้องแตกออกเป็นเพราะใคร&#8230;ถ้าไม่ใช่อากิ๋มฉันเอง และยิ่งกว่านั้นฉันก็ไม่ลืมว่าครั้งหนึ่ง อากิ๋มตีแม่ฉัน!!!! นั้นเป็นหนึ่งในหลายๆเหตุผล ที่ฉันไม่สามารถยิ้มให้ผู้หญิงคนนี้อย่างบริสุทธิ์ใจนัก 
	เพราะนอกเหนือจากเหตุผลข้างต้น ฉันก็ยังจำได้ดีว่า ผู้หญิงคนนี้แย่งลูกค้าของบริษัทแม่ฉันไปหน้าตาเฉย ด้วยเหตุผลที่่ว่า..เธอมีเงิน เธอคงคิดว่าเงินเนรมิตทุกอย่างให้เธอได้ แม้กระทั่งมันจะนำมาซึ่งความแตกแยกของเครือญาติของสามีเธอ แน่นอนว่าญาติฝ่ายสามีทุกคนตีตัวออกห่าง..ด้วยเหตุผลคล้ายๆกัน
	อันที่จริงเรื่องก็น่าจะจบตั้งแต่ตอนบ้านใหญ่แตก ..แต่เปล่าเลย
	ตอนพี่ฉันเอ็นท์ติดทันตะฯ จุฬาฯ เธอคนนี้ว่า&quot;งานสกปรก ทำงานกับน้ำลาย&quot;ตอนฉันไปเรียนตปท. เธอคนนี้ว่า&quot;เดี๋ยวจะได้มีลูกเขยฝรั่ง&quot; 
	&nbsp;
	หลายปีผ่านไป เธอก็ยังกีดกันไม่ให้ลูกๆเธอมาสุงสิงกับญาติๆคนอื่น แม้ว่าจะเป็นวันเกิดของพ่อสามีเธอก็ตาม(หมายถึงอาก๋งฉันเอง) และแน่นอน..เรื่องของเธอก็ไม่อยู่ในความสนใจฉันเหมือนกัน&nbsp;
	&nbsp;
	ช่วงประมาณ 1ปีก่อน ผู้หญิงคนที่ว่า&quot;ป่วย&quot; เป็นโรคมะเร็ง ..อย่างที่รู้ๆกันว่า มันรักษาไม่หาย!! ที่ว่า&quot;มีเงิน&quot; ก็กลายเป็น&quot;มีหนี้&quot;!!
	&nbsp;
	&nbsp;
	คนจีนมักจะสอนกันว่า &quot;บุญคุณต้องทดแทน&quot; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[	<p>เหตุผลสำคัญอีกอย่าง ที่ฉันถูกเรียกตัวกลับมา หลังจากเรียนจบและใช้ชีวิตอิสระที่ต่างประเทศเองสักพัก ..ก็คือน้องชายแม่(เรียกว่าอากู๋)ต้องการคนมาช่วยงาน และเขาก็คิดว่าฉันน่าจะทำได้ แน่นะ!ว่าเหตุผลสำคัญจริงๆอีกอย่าง คือเขาไม่ต้องลงทุน ไม่เสี่ยง เพราะอย่างน้อยฉันก็มีประสบการณ์เกี่ยวกับสินค้าไทยที่ขายในต่างแดนอยู่พอตัว ไม่นับรวมลูกค้าคนใหม่ของเขา ซึ่งก็คือเจ้านายเก่าของฉัน</p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>ฉันรู้สึกว่า แม่ฉันก็ค่อนข้างวาดฝันไว้หรูเหมือนกัน ว่าฉันจะแต่งตัวดีๆ ขับรถไปทำงานในออฟฟิตที่เปิดแอร์เย็น มีคนในโรงงานนับหน้าถือตา จะด้วยเกรงใจเพราะเป็นหลานเจ้าของ หรือจะเพราะอย่างอื่นก็สุดจะรู้ได้ แน่นอนว่าแม่ไม่ลืมสั่งสอนฉันเรื่องการปฏิบัติกับผู้อื่นดีๆ และทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เหมือนกับทุกๆครั้งที่แม่บอกก่อนฉันขึ้นเครื่องกลับไปเรียน แต่บางทีแม่คงจะลืมไปว่า ฉันใช้ชีวิตต่างแดนบนขาตัวเองมานาน นานจนพอจะรู้ว่าสิ่งที่แม่สอนบางอย่างก็ใช้กับบนโลกนี้ไม่ได้</p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>อากู๋ฉันเป็นคนดี&#8230;อันนี้ฉันไม่เถียง แต่แฟนอากู๋(ให้ถูกก็ต้องเรียกว่าอากิ๋ม)&#8230;ฉันไม่แน่ใจ </p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>ตอนเป็นเด็ก สมัยที่ยังอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ฉันไม่เคยลืมว่าเหตุผลที่ครอบครัวใหญ่ต้องแตกออกเป็นเพราะใคร&#8230;ถ้าไม่ใช่อากิ๋มฉันเอง และยิ่งกว่านั้นฉันก็ไม่ลืมว่าครั้งหนึ่ง อากิ๋มตีแม่ฉัน!!!! นั้นเป็นหนึ่งในหลายๆเหตุผล ที่ฉันไม่สามารถยิ้มให้ผู้หญิงคนนี้อย่างบริสุทธิ์ใจนัก </p>
	<p>เพราะนอกเหนือจากเหตุผลข้างต้น ฉันก็ยังจำได้ดีว่า ผู้หญิงคนนี้แย่งลูกค้าของบริษัทแม่ฉันไปหน้าตาเฉย ด้วยเหตุผลที่่ว่า..เธอมีเงิน เธอคงคิดว่าเงินเนรมิตทุกอย่างให้เธอได้ แม้กระทั่งมันจะนำมาซึ่งความแตกแยกของเครือญาติของสามีเธอ แน่นอนว่าญาติฝ่ายสามีทุกคนตีตัวออกห่าง..ด้วยเหตุผลคล้ายๆกัน</p>
	<p>อันที่จริงเรื่องก็น่าจะจบตั้งแต่ตอนบ้านใหญ่แตก ..แต่เปล่าเลย</p>
	<p>ตอนพี่ฉันเอ็นท์ติดทันตะฯ จุฬาฯ เธอคนนี้ว่า&quot;งานสกปรก ทำงานกับน้ำลาย&quot;<br />ตอนฉันไปเรียนตปท. เธอคนนี้ว่า&quot;เดี๋ยวจะได้มีลูกเขยฝรั่ง&quot; </p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>หลายปีผ่านไป เธอก็ยังกีดกันไม่ให้ลูกๆเธอมาสุงสิงกับญาติๆคนอื่น แม้ว่าจะเป็นวันเกิดของพ่อสามีเธอก็ตาม(หมายถึงอาก๋งฉันเอง) และแน่นอน..เรื่องของเธอก็ไม่อยู่ในความสนใจฉันเหมือนกัน&nbsp;</p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>ช่วงประมาณ 1ปีก่อน ผู้หญิงคนที่ว่า&quot;ป่วย&quot; เป็นโรคมะเร็ง ..อย่างที่รู้ๆกันว่า มันรักษาไม่หาย!! ที่ว่า&quot;มีเงิน&quot; ก็กลายเป็น&quot;มีหนี้&quot;!!</p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>คนจีนมักจะสอนกันว่า &quot;<strong>บุญคุณต้องทดแทน</strong>&quot; และเติมกันอีกนิดที่ว่า &quot;ความแค้นต้องชำระ&quot;</p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>เปล่าหรอก ฉันไม่ได้โกรธแค้นอะไรเธอ ไม่เคยจะใส่ใจด้วยซ้ำ! </p>
	<p>แม้ว่าในวันนี้ ญาติๆที่เคยโกรธเคืองกันมา จะให้อภัยเธอ และแม้เธอจะพูดหวานกับบ้านฉันเพียงใด ฉันก็รู้ว่าฉันไม่สามารถยิ้มให้เธอได้เต็มที่ ถึงแม้ฉันจะไม่มีความแค้นอะไรก็ตาม.. แน่นอนว่าเมื่อแม่ฉันกึ่งๆขอร้อง กึ่งๆสั่ง ให้ฉันไปช่วยงานอากู๋ ในวันที่อากิ๋มไม่สบายนั้น &#8230;ฉันก็ไม่ได้ปฏิเสธ และสำหรับฉันมันเป็นการแสดงน้ำใจของฉัน</p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>หากแต่ว่า&#8230; ตั้งแต่ฉันไปเริ่มงาน &quot;กำไร&quot;คืออย่างเดียวที่เขาอยากให้ฉันทำให้ได้ จนฉันรู้สึกว่ามันเป็นการค้าขาย ที่ไม่ตรงกับฉันเอาเสียเลย</p>
	<p>ฉันเริ่มงานโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องทำอะไรก่อน-หลัง ช่วงอาทิตย์แรกๆฉันยังไปนั่งจับเจาที่แผนกธุรการ พิมพ์ดีดมั่ง พิมพ์เช็คมั่ง เดินเล่นในโรงงานมั่ง ประชุมมั่ง ..แล้วแต่จะถูกเีรียก พอทำได้ผ่านไปสักระยะ ฉันก็เริ่มเป็นเจ้าหน้าที่ประจำฝ่ายไอที ทำตั้งแต่ถ่ายรูปสินค้าเพื่อเอาไปอัพเว็บ ตอบ-รับเมลล์จากลูกค้า ซ่อมคอมพิวเตอร์ และดูแลระบบLAN หนึ่งเดือนต่อมา ก็ไปอยู่ฝ่ายบุคคล นัดสัมภาษณ์คนมาฝึกงาน เดินคุมคนในโรงงาน รวมถึงเรียกพนักงานในLineอบรม พอนานวันเข้า ฉันก็ทำทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้น รวมไปถึงการติดต่อองค์กรภายนอก รับ-ส่งลูกค้า และดูแลระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงาน</p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>แต่แล้วฉันก็ทนทำต่อไปไม่ได้ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับลูกค้ารายหนึ่ง ..ความใจร้อนของอากู๋ฉัน ทำให้ลูกค้าต่อว่าต่อขานฉันมาเป็นร้อยๆครั้ง ทั้งๆที่มันไม่ใช่ความผิดฉันเลย ในตอนแรกฉันคิดว่าปัญหาน่าจะจบลงด้วยดี ด้วยการรับผิดไปเอง แต่เรื่องก็ไม่จบแค่นั้นเมื่ออากู๋โบยความผิดนั้นกลับคืนลูกค้าไป และที่สำคัญ ลูกค้าที่ว่านั้น&#8230;รู้จักฉันมากกว่าอากู๋รู้จักฉันเสียอีก บทสรุปของเรื่องนี้ แม้ลูกค้าจะไม่เอาผิดฉัน ที่ทำเขาสูญเงินไปเป็นล้านๆ แต่ก็ไม่ยอมลงให้อากู๋ สุดท้ายก็ต่างคนต่างเดิน</p>
	<p>ใจจริง ฉันก็อยากทำงานที่นั่นไปอีกสักพัก เพราะฉันก็ค่อนข้างเข้ากับคนที่นั่นได้ไม่เลว ไม่ว่าจะคนในออฟฟิตหรือในโรงงาน ฉันก็สนิทได้หมด ..แต่พอคิดดูอีกที ถ้ามีปัญหาอย่างว่าขึ้นมาอีก ฉันก็คงโดนโบยขี้อีกแน่ๆ เพราะงั้นเผ่นเหอะ</p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>แม้ปัจจุบันฉันไม่ได้ทำงานที่นั่นแล้ว แต่ก็มักจะมีเสียงตามสาย มาให้ช่วยทำสิ่งเล็กๆน้อยๆเสมอ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง และไม่ทำฉันเดือดร้อน.. ฉันก็ยินดีช่วย&nbsp;</p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>(บ่นอีกล่ะ - ก็มันไม่มีไรจะอัพอ่ะ)&nbsp;</p>
	<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogto.blogsome.com/2008/09/05/90/feed/</wfw:commentRss>
	</item>
		<item>
		<title>แบบไหนที่เรียกว่า&#8221;ดี&#8221;</title>
		<link>http://blogto.blogsome.com/2008/07/24/p88/</link>
		<comments>http://blogto.blogsome.com/2008/07/24/p88/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Jul 2008 13:44:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เหมียว...เอง</dc:creator>
		
	<category>Diary by emotion</category>
		<guid>http://blogto.blogsome.com/2008/07/24/p88/</guid>
		<description><![CDATA[	ฉันเป็นมนุษย์ช่างสงสัย และคิดเยอะ ..จนบางครั้งก็มองโลกได้แค่&quot;สีขาว&quot;กับ&quot;สีดำ&quot;เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง&quot;สีเทา&quot;ก็ยังมี&nbsp;
	ฉันเป็นมนุษย์มีน้ำใจพอประมาณ เพราะรู้สึกว่าบางครั้งการมีน้ำใจ&quot;มากเกินไป&quot; อาจจะโดนเอาเปรียบ และการมีน้ำใจ&quot;น้อยเกินไป&quot; ทำให้โลกนี้ไม่น่าอยู่
	ฉันเป็นมนุษย์ที่เฉยชาพอตัว เพราะคิดว่าการเป็นคนเฉยชา จะช่วยให้&quot;หลีกเลี่ยง&quot;จากปัญหาได้ แต่บางครั้งฉันก็อยาก&quot;เผชิญหน้า&quot;กับปัญหาดูมั่ง
	ฉันไม่ได้ชอบเรียนหนังสือเท่าไหร่ เพราะฉัน&quot;เรื่องมาก&quot; เลือกเรียนเฉพาะในสิ่งที่&quot;ชอบ&quot; แต่ที่&quot;่ไม่ชอบ&quot; ก็พอทนๆทำไปได้
	ฉันไม่ชอบทำตามคำสั่งใคร เพราะเชื่อว่า คนเรา&quot;คิดเองได้&quot; แม้ในบางทีจะคิดผิด!
	ฉันไม่ชอบให้ใครมาสั่ง เพราะฉันเชื่อว่า&quot;การสอน&quot;มันน่าเชื่อถือกว่า&nbsp;
	ฉันไม่ค่อยชอบเข้าสังคน แต่ก็รู้สึกสนุกที่ได้อยู่ในสังคม
	ฉันไม่ค่อยเป็นคนใจดี เพราะหลายที่ ที่เราต้อง&quot;เจ็บ&quot;เพราะความใจดีมากไป ดังนั้นต้องหัด&quot;ใจร้าย&quot;ซะบ้าง จะได้ไม่เจ็บตัว ไม่เจ็บใจ
	&nbsp;
	แบบนี้จะเรียกว่าเป็น&quot;คนดี&quot;หรือ&quot;คนไม่ดี&quot;&#8230;&#8230;&#8230;..?
	&nbsp;
	แล้วในฐานะที่เป็น&quot;ลูก&quot; แบบไหนที่เรียกว่า&quot;ลูกที่ดี&quot;และ&quot;ลูกที่ไม่ดี&quot;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;?
	&nbsp;
	&nbsp;
	แล้ว&quot;พ่อ-แม่&quot;ล่ะ แบบไหนที่เรียกว่า&quot;ดี&quot;&#8230;&#8230;&#8230;?&nbsp;
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[	<p>ฉันเป็นมนุษย์ช่างสงสัย และคิดเยอะ ..จนบางครั้งก็มองโลกได้แค่&quot;สีขาว&quot;กับ&quot;สีดำ&quot;เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง&quot;สีเทา&quot;ก็<u>ยังมี</u>&nbsp;</p>
	<p>ฉันเป็นมนุษย์มีน้ำใจพอประมาณ เพราะรู้สึกว่าบางครั้งการมีน้ำใจ&quot;มากเกินไป&quot; อาจจะ<u>โดนเอาเปรียบ</u> และการมีน้ำใจ&quot;น้อยเกินไป&quot; ทำให้<u>โลกนี้ไม่น่าอยู่</u></p>
	<p>ฉันเป็นมนุษย์ที่เฉยชาพอตัว เพราะคิดว่าการเป็นคนเฉยชา จะช่วยให้&quot;หลีกเลี่ยง&quot;จากปัญหาได้ แต่บางครั้งฉัน<u>ก็อยาก</u>&quot;เผชิญหน้า&quot;กับปัญหาดูมั่ง</p>
	<p>ฉันไม่ได้ชอบเรียนหนังสือเท่าไหร่ เพราะฉัน&quot;เรื่องมาก&quot; เลือกเรียนเฉพาะในสิ่งที่&quot;ชอบ&quot; แต่ที่&quot;่ไม่ชอบ&quot; ก็<u>พอทนๆ</u>ทำไปได้</p>
	<p>ฉันไม่ชอบทำตามคำสั่งใคร เพราะเชื่อว่า คนเรา&quot;คิดเองได้&quot; แม้ในบางทีจะ<u>คิดผิด</u>!</p>
	<p>ฉันไม่ชอบให้ใครมาสั่ง เพราะฉันเชื่อว่า&quot;การสอน&quot;มัน<u>น่าเชื่อถือ</u>กว่า&nbsp;</p>
	<p>ฉันไม่ค่อยชอบ<u>เข้า</u>สังคน แต่ก็รู้สึกสนุกที่ได<u>้อยู่</u>ในสังคม</p>
	<p>ฉันไม่ค่อยเป็นคนใจดี เพราะหลายที่ ที่เราต้อง&quot;เจ็บ&quot;เพราะความ<u>ใจดีมากไป</u> ดังนั้น<u>ต้องหัด</u>&quot;ใจร้าย&quot;ซะบ้าง จะได้ไม่เจ็บตัว ไม่เจ็บใจ</p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>แบบนี้จะเรียกว่าเป็น&quot;คนดี&quot;หรือ&quot;คนไม่ดี&quot;&#8230;&#8230;&#8230;..?</p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>แล้วในฐานะที่เป็น&quot;ลูก&quot; แบบไหนที่เรียกว่า&quot;ลูกที่ดี&quot;และ&quot;ลูกที่ไม่ดี&quot;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;?</p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>แล้ว&quot;พ่อ-แม่&quot;ล่ะ แบบไหนที่เรียกว่า&quot;ดี&quot;&#8230;&#8230;&#8230;?&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogto.blogsome.com/2008/07/24/p88/feed/</wfw:commentRss>
	</item>
		<item>
		<title>ไม่ใช่ไม่สวย แต่ไม่ประทับใจ กับ สะบายดี หลวงพะบาง</title>
		<link>http://blogto.blogsome.com/2008/06/11/p87/</link>
		<comments>http://blogto.blogsome.com/2008/06/11/p87/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Jun 2008 18:28:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เหมียว...เอง</dc:creator>
		
	<category>Diary by emotion</category>
	<category>Wi-Jahn</category>
		<guid>http://blogto.blogsome.com/2008/06/11/p87/</guid>
		<description><![CDATA[	             สะบายดี หลวงพะบาง &#8230;หนังเรื่องล่าสุดที่เพิ่งไปดูมา
	หนังเป็นยังไง? &#8230;ก็ดี ดูได้เรื่อยๆ แต่ก็มีบางตอนที่มันน่าเบื่อไปหน่อยยังไงอ่ะ? &#8230;เช่น บางตอนเดาได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป หรือพูดง่ายๆก็คือเดาทางหนังถูกนั่นเองจะแนะนำให้คนอื่นไปดูไหม? &#8230;ขึ้นกับความพอใจส่วนบุคคล 
	&nbsp;
	ที่ต้องตอบแบบข้างต้น ไม่ได้ว่าจะกวน-ีน หรือว่าจะตอบแบบกำปั้นทุบดิบ แต่เป็นเพราะในหนังแต่ล่ะเรื่อง มักจะมีอะไรที่แฝงอยู่ในตัวเองเสมอ&nbsp; ขอวิจารย์ในมุมมองของตัวเองก่อนแล้วกัน เนื่องจากรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของหนังเคยเห็นและสัมผัสด้วยตาตัวเองมาบ้างแล้ว 
	ขอเล่าประวัติส่วนตัวนิดหนึ่งประกอบเรื่อง ..แม่ฉันเป็นคนจีน ที่เรียกได้ว่าจีนแบบ100% (แต่ทำไมแม่ไม่ตาชั้นเดียวเหมือนฉันนะ) &quot;อาก่ง&quot;(ซึ่งหมายถึงตา)และ&quot;อาม่า&quot;(ซึ่งหมายถึงยาย) พูดง่ายๆก็คือมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ หอบเสื่อผืนหมอนใบกันมาเลยเชียว(ฟังดูเหมือนนิยายชะมัด) อาก่งมาตั้งหลักปักฐานที่ลาว ก่อนที่จะย้ายมาอยู่เมืองไทยกัน ซึ่งสำหรับฉันมันก็คงไม่แปลกที่แม่และบรรดาญาติๆ จะเว้าภาษาลาวมั่ง อีสานมั่ง กันได้อย่างคล่องแคล่ว ส่วนประเพณีลาวขนานแท้เนี่ย.. ฉันเพิ่งมีโอกาสไปสัมผัสก็เมื่อตอนไปเรียนเมืองนอกนี่แหละ
	น้าสาวที่ฉันไปพักอยู่ด้วยเมื่อตอนไปเรียนที่ต่างแดนแรกๆ เขาแต่งงานกับหนุ่มชาวลาว และอพยพไปอยู่ออสเตรเลีย อยู่กันมานานนมจนได้เป็นประชากรประเทศนี้ไปแล้วเลยล่ะ ..และด้วยความที่เขาเปิดร้านค้าในย่านที่มีคนลาวอยู่เยอะแยะ นั่นเลยทำให้ฉันคุ้นเคยกับประเพณีและภาษาของชาวลาวไปในตัว 
	&nbsp;
	หนังพยายามทำให้ภาษาลาว ฟังดูน่ารักและน่าสนใจไปตามเนื้อเรื่อง&nbsp; อย่างคำว่า&quot;สะ-บาย-ดี&quot;ของคนลาว ก็คล้ายคลึงกับคำทักทายของคนไทยที่ว่า&quot;สวัสดี&quot; หรืออย่างคำว่า&quot;เฒ่า&quot;ในภาษาลาว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[	<p>             <span class="style1"><strong>สะบายดี หลวงพะบาง</strong> &#8230;หนังเรื่องล่าสุดที่เพิ่งไปดูมา</span></p>
	<p>หนังเป็นยังไง? &#8230;ก็ดี ดูได้เรื่อยๆ แต่ก็มีบางตอนที่มันน่าเบื่อไปหน่อย<br />ยังไงอ่ะ? &#8230;เช่น บางตอนเดาได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป หรือพูดง่ายๆก็คือเดาทางหนังถูกนั่นเอง<br />จะแนะนำให้คนอื่นไปดูไหม? &#8230;ขึ้นกับความพอใจส่วนบุคคล </p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>ที่ต้องตอบแบบข้างต้น ไม่ได้ว่าจะกวน-ีน หรือว่าจะตอบแบบกำปั้นทุบดิบ แต่เป็นเพราะในหนังแต่ล่ะเรื่อง มักจะมีอะไรที่แฝงอยู่ในตัวเองเสมอ&nbsp; ขอวิจารย์ในมุมมองของตัวเองก่อนแล้วกัน เนื่องจากรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของหนังเคยเห็นและสัมผัสด้วยตาตัวเองมาบ้างแล้ว </p>
	<p>ขอเล่าประวัติส่วนตัวนิดหนึ่งประกอบเรื่อง ..แม่ฉันเป็นคนจีน ที่เรียกได้ว่าจีนแบบ100% (แต่ทำไมแม่ไม่ตาชั้นเดียวเหมือนฉันนะ) &quot;อาก่ง&quot;(ซึ่งหมายถึงตา)และ&quot;อาม่า&quot;(ซึ่งหมายถึงยาย) พูดง่ายๆก็คือมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ หอบเสื่อผืนหมอนใบกันมาเลยเชียว(ฟังดูเหมือนนิยายชะมัด) อาก่งมาตั้งหลักปักฐานที่ลาว ก่อนที่จะย้ายมาอยู่เมืองไทยกัน ซึ่งสำหรับฉันมันก็คงไม่แปลกที่แม่และบรรดาญาติๆ จะเว้าภาษาลาวมั่ง อีสานมั่ง กันได้อย่างคล่องแคล่ว ส่วนประเพณีลาวขนานแท้เนี่ย.. ฉันเพิ่งมีโอกาสไปสัมผัสก็เมื่อตอนไปเรียนเมืองนอกนี่แหละ</p>
	<p>น้าสาวที่ฉันไปพักอยู่ด้วยเมื่อตอนไปเรียนที่ต่างแดนแรกๆ เขาแต่งงานกับหนุ่มชาวลาว และอพยพไปอยู่ออสเตรเลีย อยู่กันมานานนมจนได้เป็นประชากรประเทศนี้ไปแล้วเลยล่ะ ..และด้วยความที่เขาเปิดร้านค้าในย่านที่มีคนลาวอยู่เยอะแยะ นั่นเลยทำให้ฉันคุ้นเคยกับประเพณีและภาษาของชาวลาวไปในตัว </p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>หนังพยายามทำให้ภาษาลาว ฟังดูน่ารักและน่าสนใจไปตามเนื้อเรื่อง&nbsp; อย่างคำว่า&quot;สะ-บาย-ดี&quot;ของคนลาว ก็คล้ายคลึงกับคำทักทายของคนไทยที่ว่า&quot;สวัสดี&quot; หรืออย่างคำว่า&quot;เฒ่า&quot;ในภาษาลาว ก็แปลว่า&quot;แก่&quot;ในภาษาไทย แต่ที่ควรจำไว้คือ &quot;เจ้าชู้&quot;แปลว่า&quot;หล่อ&quot;นะ ไม่ได้แปลว่าเจ้าชู้อย่างที่เราๆเข้าใจ ..ฮ่าๆ</p>
	<p>(**ตรงนี้ขอปาดนิดหนึ่ง เป็นประสบการณ์ตรงจากพี่สาวฉันเอง สมัยยังทำงานใช้ทุนอยู่อีสาน &gt;&gt; มีครั้งหนึ่งคนไข้มาหาพี่ฉันเพราะว่าปวดฟัน คนไข้ที่ว่าก็อีสานขนาดแท้ ส่วนพี่ฉันก็กรุงเทพจะจ๋า คนไข้พูดว่า&quot;หมอ แค่วมันควย&quot; ด้วยความที่อยู่อีสานมาได้ระยะหนึ่ง พี่สาวฉันก็พอเดาได้ว่าคำว่า&quot;แค่ว&quot;แปลว่า&quot;ฟัน&quot; ส่วนคำว่า&quot;ควย&quot;นี่สิ!!!! ระบบประสาทในสมองพี่ฉันทำงานปิ๊ดๆ บอกปากขยับทันทีว่า&quot;ทำไมพูดจาหยาบคายยังงี้&quot; คนไข้ก็งง โชคยังดีมีพี่ผู้ช่วยหมอซึ่งเป็นคนอีสานอยู่แถวนั้น ไม่งั้นเรื่องคงยาวกว่านี้แน่ ก็เล่นกว่าจะพูดกันเข้าใจและรักษากันเสร็จ ก็กินเวลาไปนานทีเดียวเชียว)&nbsp;</p>
	<p>นอกเหนือจากความน่ารักของภาษา ยังมีเด็กเล็ก เด็กน้อย โผล่มาให้ได้หัวเราะ ซึ่งบางทีฉันก็รู้สึกว่าการมีเด็กมาเพิ่มสีสรรในหนัง ดีกว่าเอาตลกหน้าตาคุ้นเคยมาเล่นซ้ำมุขเดิมๆซะอีก</p>
	<p>หนังยังคงเน้นเรื่องวัฒนธรรมของชาวลาวอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการบายศรีสู่ขวัญ พิธีแต่งงาน และการเต้นรำใบแบบฉบับของชาวลาว ที่เรียกว่า&#8230;(จำไม่ได้แหะ เดี๋ยวต้องไปถามแม่ใหม่) ส่วนเรื่องการหวงตัว และรายละเอียดย่อยๆ ขอข้ามไปเลย เพราะมันก็เป็นเรื่องจริงที่ว่า เรื่องแบบนี้มันเป็นจิตสำนึกของแต่ล่ะคน</p>
	<p>พระเอก-นางเอก แสดงได้ดี อะไรๆก็ดูไหลลื่นแทบจะเป็นเนื้อเดียว จะสะกิดหูฉันนิดหน่อย ก็ตรงสำเนียงของแม่พระเอกนี่แหละ (พ่อพระเอกเป็นลาว ส่วนแม่เป็นสาวออสซี่) ด้วยประสบการณ์ที่ฉันไปอยู่ประเทศนี้มาหลายปี รู้สึกเลยว่าสำเนียงนี้ไม่น่าจะเป็นของชาวออสซี่ได้ มันฟังชัดเกินไป (อ๊ะ พูดงี้แปลว่าไร)</p>
	<p>บทของหนังทำได้ดีในระดับหนึ่ง ไม่ถึงขนาดที่ไหลลื่นเป็นแผ่นเดียวกัน แต่ก็ไม่ขนาดสะดุดตลอดเวลา ..ถ้าเคยได้อ่านที่ฉันเขียนวิจารณ์หนังเรื่อง&quot;รักจัง&quot; ฉันว่าหนังเรื่องนี้ทำได้ดีกว่าตรงนักแสดง เนื้อหาของเรื่อง และความลื่นไหลของหนัง ..เสียอย่างเดียว ตรงภาพเมืองลาวที่หนังจะนำเสนอ <strong>ไม่ใช่ไม่สวย แต่ไม่ประทับใจ</strong> ..เหมือน&quot;ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว ที่กินได้ แต่อร่อยไหม..อีกเรื่องหนึ่ง&quot;</p>
	<p>&nbsp;</p>
	<p>เอาเป็นว่า..ใครใคร่ดูก็ดูแล้วกัน แต่ถ้าไปดูที่ Lotus พุทธมณฑลสาย5 ช่วงวันจันทร์-พฤหัส ค่าตั๋ว(ที่นั่งธรรมดา)80บาท&nbsp; เท่านั้น!!!!</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://blogto.blogsome.com/2008/06/11/p87/feed/</wfw:commentRss>
	</item>
	</channel>
</rss>
