ไม่ใช่ไม่สวย แต่ไม่ประทับใจ กับ สะบายดี หลวงพะบาง
สะบายดี หลวงพะบาง …หนังเรื่องล่าสุดที่เพิ่งไปดูมา
หนังเป็นยังไง? …ก็ดี ดูได้เรื่อยๆ แต่ก็มีบางตอนที่มันน่าเบื่อไปหน่อย
ยังไงอ่ะ? …เช่น บางตอนเดาได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป หรือพูดง่ายๆก็คือเดาทางหนังถูกนั่นเอง
จะแนะนำให้คนอื่นไปดูไหม? …ขึ้นกับความพอใจส่วนบุคคล
ที่ต้องตอบแบบข้างต้น ไม่ได้ว่าจะกวน-ีน หรือว่าจะตอบแบบกำปั้นทุบดิบ แต่เป็นเพราะในหนังแต่ล่ะเรื่อง มักจะมีอะไรที่แฝงอยู่ในตัวเองเสมอ ขอวิจารย์ในมุมมองของตัวเองก่อนแล้วกัน เนื่องจากรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของหนังเคยเห็นและสัมผัสด้วยตาตัวเองมาบ้างแล้ว
ขอเล่าประวัติส่วนตัวนิดหนึ่งประกอบเรื่อง ..แม่ฉันเป็นคนจีน ที่เรียกได้ว่าจีนแบบ100% (แต่ทำไมแม่ไม่ตาชั้นเดียวเหมือนฉันนะ) "อาก่ง"(ซึ่งหมายถึงตา)และ"อาม่า"(ซึ่งหมายถึงยาย) พูดง่ายๆก็คือมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ หอบเสื่อผืนหมอนใบกันมาเลยเชียว(ฟังดูเหมือนนิยายชะมัด) อาก่งมาตั้งหลักปักฐานที่ลาว ก่อนที่จะย้ายมาอยู่เมืองไทยกัน ซึ่งสำหรับฉันมันก็คงไม่แปลกที่แม่และบรรดาญาติๆ จะเว้าภาษาลาวมั่ง อีสานมั่ง กันได้อย่างคล่องแคล่ว ส่วนประเพณีลาวขนานแท้เนี่ย.. ฉันเพิ่งมีโอกาสไปสัมผัสก็เมื่อตอนไปเรียนเมืองนอกนี่แหละ
น้าสาวที่ฉันไปพักอยู่ด้วยเมื่อตอนไปเรียนที่ต่างแดนแรกๆ เขาแต่งงานกับหนุ่มชาวลาว และอพยพไปอยู่ออสเตรเลีย อยู่กันมานานนมจนได้เป็นประชากรประเทศนี้ไปแล้วเลยล่ะ ..และด้วยความที่เขาเปิดร้านค้าในย่านที่มีคนลาวอยู่เยอะแยะ นั่นเลยทำให้ฉันคุ้นเคยกับประเพณีและภาษาของชาวลาวไปในตัว
หนังพยายามทำให้ภาษาลาว ฟังดูน่ารักและน่าสนใจไปตามเนื้อเรื่อง อย่างคำว่า"สะ-บาย-ดี"ของคนลาว ก็คล้ายคลึงกับคำทักทายของคนไทยที่ว่า"สวัสดี" หรืออย่างคำว่า"เฒ่า"ในภาษาลาว ก็แปลว่า"แก่"ในภาษาไทย แต่ที่ควรจำไว้คือ "เจ้าชู้"แปลว่า"หล่อ"นะ ไม่ได้แปลว่าเจ้าชู้อย่างที่เราๆเข้าใจ ..ฮ่าๆ
(**ตรงนี้ขอปาดนิดหนึ่ง เป็นประสบการณ์ตรงจากพี่สาวฉันเอง สมัยยังทำงานใช้ทุนอยู่อีสาน >> มีครั้งหนึ่งคนไข้มาหาพี่ฉันเพราะว่าปวดฟัน คนไข้ที่ว่าก็อีสานขนาดแท้ ส่วนพี่ฉันก็กรุงเทพจะจ๋า คนไข้พูดว่า"หมอ แค่วมันควย" ด้วยความที่อยู่อีสานมาได้ระยะหนึ่ง พี่สาวฉันก็พอเดาได้ว่าคำว่า"แค่ว"แปลว่า"ฟัน" ส่วนคำว่า"ควย"นี่สิ!!!! ระบบประสาทในสมองพี่ฉันทำงานปิ๊ดๆ บอกปากขยับทันทีว่า"ทำไมพูดจาหยาบคายยังงี้" คนไข้ก็งง โชคยังดีมีพี่ผู้ช่วยหมอซึ่งเป็นคนอีสานอยู่แถวนั้น ไม่งั้นเรื่องคงยาวกว่านี้แน่ ก็เล่นกว่าจะพูดกันเข้าใจและรักษากันเสร็จ ก็กินเวลาไปนานทีเดียวเชียว)
นอกเหนือจากความน่ารักของภาษา ยังมีเด็กเล็ก เด็กน้อย โผล่มาให้ได้หัวเราะ ซึ่งบางทีฉันก็รู้สึกว่าการมีเด็กมาเพิ่มสีสรรในหนัง ดีกว่าเอาตลกหน้าตาคุ้นเคยมาเล่นซ้ำมุขเดิมๆซะอีก
หนังยังคงเน้นเรื่องวัฒนธรรมของชาวลาวอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการบายศรีสู่ขวัญ พิธีแต่งงาน และการเต้นรำใบแบบฉบับของชาวลาว ที่เรียกว่า…(จำไม่ได้แหะ เดี๋ยวต้องไปถามแม่ใหม่) ส่วนเรื่องการหวงตัว และรายละเอียดย่อยๆ ขอข้ามไปเลย เพราะมันก็เป็นเรื่องจริงที่ว่า เรื่องแบบนี้มันเป็นจิตสำนึกของแต่ล่ะคน
พระเอก-นางเอก แสดงได้ดี อะไรๆก็ดูไหลลื่นแทบจะเป็นเนื้อเดียว จะสะกิดหูฉันนิดหน่อย ก็ตรงสำเนียงของแม่พระเอกนี่แหละ (พ่อพระเอกเป็นลาว ส่วนแม่เป็นสาวออสซี่) ด้วยประสบการณ์ที่ฉันไปอยู่ประเทศนี้มาหลายปี รู้สึกเลยว่าสำเนียงนี้ไม่น่าจะเป็นของชาวออสซี่ได้ มันฟังชัดเกินไป (อ๊ะ พูดงี้แปลว่าไร)
บทของหนังทำได้ดีในระดับหนึ่ง ไม่ถึงขนาดที่ไหลลื่นเป็นแผ่นเดียวกัน แต่ก็ไม่ขนาดสะดุดตลอดเวลา ..ถ้าเคยได้อ่านที่ฉันเขียนวิจารณ์หนังเรื่อง"รักจัง" ฉันว่าหนังเรื่องนี้ทำได้ดีกว่าตรงนักแสดง เนื้อหาของเรื่อง และความลื่นไหลของหนัง ..เสียอย่างเดียว ตรงภาพเมืองลาวที่หนังจะนำเสนอ ไม่ใช่ไม่สวย แต่ไม่ประทับใจ ..เหมือน"ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว ที่กินได้ แต่อร่อยไหม..อีกเรื่องหนึ่ง"
เอาเป็นว่า..ใครใคร่ดูก็ดูแล้วกัน แต่ถ้าไปดูที่ Lotus พุทธมณฑลสาย5 ช่วงวันจันทร์-พฤหัส ค่าตั๋ว(ที่นั่งธรรมดา)80บาท เท่านั้น!!!!
