Always head towards

June 11, 2008

ไม่ใช่ไม่สวย แต่ไม่ประทับใจ กับ สะบายดี หลวงพะบาง

สะบายดี หลวงพะบาง …หนังเรื่องล่าสุดที่เพิ่งไปดูมา

หนังเป็นยังไง? …ก็ดี ดูได้เรื่อยๆ แต่ก็มีบางตอนที่มันน่าเบื่อไปหน่อย
ยังไงอ่ะ? …เช่น บางตอนเดาได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป หรือพูดง่ายๆก็คือเดาทางหนังถูกนั่นเอง
จะแนะนำให้คนอื่นไปดูไหม? …ขึ้นกับความพอใจส่วนบุคคล

 

ที่ต้องตอบแบบข้างต้น ไม่ได้ว่าจะกวน-ีน หรือว่าจะตอบแบบกำปั้นทุบดิบ แต่เป็นเพราะในหนังแต่ล่ะเรื่อง มักจะมีอะไรที่แฝงอยู่ในตัวเองเสมอ  ขอวิจารย์ในมุมมองของตัวเองก่อนแล้วกัน เนื่องจากรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของหนังเคยเห็นและสัมผัสด้วยตาตัวเองมาบ้างแล้ว

ขอเล่าประวัติส่วนตัวนิดหนึ่งประกอบเรื่อง ..แม่ฉันเป็นคนจีน ที่เรียกได้ว่าจีนแบบ100% (แต่ทำไมแม่ไม่ตาชั้นเดียวเหมือนฉันนะ) "อาก่ง"(ซึ่งหมายถึงตา)และ"อาม่า"(ซึ่งหมายถึงยาย) พูดง่ายๆก็คือมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ หอบเสื่อผืนหมอนใบกันมาเลยเชียว(ฟังดูเหมือนนิยายชะมัด) อาก่งมาตั้งหลักปักฐานที่ลาว ก่อนที่จะย้ายมาอยู่เมืองไทยกัน ซึ่งสำหรับฉันมันก็คงไม่แปลกที่แม่และบรรดาญาติๆ จะเว้าภาษาลาวมั่ง อีสานมั่ง กันได้อย่างคล่องแคล่ว ส่วนประเพณีลาวขนานแท้เนี่ย.. ฉันเพิ่งมีโอกาสไปสัมผัสก็เมื่อตอนไปเรียนเมืองนอกนี่แหละ

น้าสาวที่ฉันไปพักอยู่ด้วยเมื่อตอนไปเรียนที่ต่างแดนแรกๆ เขาแต่งงานกับหนุ่มชาวลาว และอพยพไปอยู่ออสเตรเลีย อยู่กันมานานนมจนได้เป็นประชากรประเทศนี้ไปแล้วเลยล่ะ ..และด้วยความที่เขาเปิดร้านค้าในย่านที่มีคนลาวอยู่เยอะแยะ นั่นเลยทำให้ฉันคุ้นเคยกับประเพณีและภาษาของชาวลาวไปในตัว

 

หนังพยายามทำให้ภาษาลาว ฟังดูน่ารักและน่าสนใจไปตามเนื้อเรื่อง  อย่างคำว่า"สะ-บาย-ดี"ของคนลาว ก็คล้ายคลึงกับคำทักทายของคนไทยที่ว่า"สวัสดี" หรืออย่างคำว่า"เฒ่า"ในภาษาลาว ก็แปลว่า"แก่"ในภาษาไทย แต่ที่ควรจำไว้คือ "เจ้าชู้"แปลว่า"หล่อ"นะ ไม่ได้แปลว่าเจ้าชู้อย่างที่เราๆเข้าใจ ..ฮ่าๆ

(**ตรงนี้ขอปาดนิดหนึ่ง เป็นประสบการณ์ตรงจากพี่สาวฉันเอง สมัยยังทำงานใช้ทุนอยู่อีสาน >> มีครั้งหนึ่งคนไข้มาหาพี่ฉันเพราะว่าปวดฟัน คนไข้ที่ว่าก็อีสานขนาดแท้ ส่วนพี่ฉันก็กรุงเทพจะจ๋า คนไข้พูดว่า"หมอ แค่วมันควย" ด้วยความที่อยู่อีสานมาได้ระยะหนึ่ง พี่สาวฉันก็พอเดาได้ว่าคำว่า"แค่ว"แปลว่า"ฟัน" ส่วนคำว่า"ควย"นี่สิ!!!! ระบบประสาทในสมองพี่ฉันทำงานปิ๊ดๆ บอกปากขยับทันทีว่า"ทำไมพูดจาหยาบคายยังงี้" คนไข้ก็งง โชคยังดีมีพี่ผู้ช่วยหมอซึ่งเป็นคนอีสานอยู่แถวนั้น ไม่งั้นเรื่องคงยาวกว่านี้แน่ ก็เล่นกว่าจะพูดกันเข้าใจและรักษากันเสร็จ ก็กินเวลาไปนานทีเดียวเชียว) 

นอกเหนือจากความน่ารักของภาษา ยังมีเด็กเล็ก เด็กน้อย โผล่มาให้ได้หัวเราะ ซึ่งบางทีฉันก็รู้สึกว่าการมีเด็กมาเพิ่มสีสรรในหนัง ดีกว่าเอาตลกหน้าตาคุ้นเคยมาเล่นซ้ำมุขเดิมๆซะอีก

หนังยังคงเน้นเรื่องวัฒนธรรมของชาวลาวอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการบายศรีสู่ขวัญ พิธีแต่งงาน และการเต้นรำใบแบบฉบับของชาวลาว ที่เรียกว่า…(จำไม่ได้แหะ เดี๋ยวต้องไปถามแม่ใหม่) ส่วนเรื่องการหวงตัว และรายละเอียดย่อยๆ ขอข้ามไปเลย เพราะมันก็เป็นเรื่องจริงที่ว่า เรื่องแบบนี้มันเป็นจิตสำนึกของแต่ล่ะคน

พระเอก-นางเอก แสดงได้ดี อะไรๆก็ดูไหลลื่นแทบจะเป็นเนื้อเดียว จะสะกิดหูฉันนิดหน่อย ก็ตรงสำเนียงของแม่พระเอกนี่แหละ (พ่อพระเอกเป็นลาว ส่วนแม่เป็นสาวออสซี่) ด้วยประสบการณ์ที่ฉันไปอยู่ประเทศนี้มาหลายปี รู้สึกเลยว่าสำเนียงนี้ไม่น่าจะเป็นของชาวออสซี่ได้ มันฟังชัดเกินไป (อ๊ะ พูดงี้แปลว่าไร)

บทของหนังทำได้ดีในระดับหนึ่ง ไม่ถึงขนาดที่ไหลลื่นเป็นแผ่นเดียวกัน แต่ก็ไม่ขนาดสะดุดตลอดเวลา ..ถ้าเคยได้อ่านที่ฉันเขียนวิจารณ์หนังเรื่อง"รักจัง" ฉันว่าหนังเรื่องนี้ทำได้ดีกว่าตรงนักแสดง เนื้อหาของเรื่อง และความลื่นไหลของหนัง ..เสียอย่างเดียว ตรงภาพเมืองลาวที่หนังจะนำเสนอ ไม่ใช่ไม่สวย แต่ไม่ประทับใจ ..เหมือน"ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว ที่กินได้ แต่อร่อยไหม..อีกเรื่องหนึ่ง"

 

เอาเป็นว่า..ใครใคร่ดูก็ดูแล้วกัน แต่ถ้าไปดูที่ Lotus พุทธมณฑลสาย5 ช่วงวันจันทร์-พฤหัส ค่าตั๋ว(ที่นั่งธรรมดา)80บาท  เท่านั้น!!!!

May 14, 2008

ของเขาดีจริงๆ

เคยเขียนเรื่อง "Drawers of Memory - ลิ้นชักแห่งความทรงจำ" ของคุณอิทธิวัฐก์ สุริยมาตย์ โดยมูลนิธิเด็กไปแล้ว

 

แต่น..แต้น..แต๊น…

วันนี้ไปเดินเล่นร้านหนังสือมาอีกเช่นเคย กะจะไปหาหนังสือ"ชูกำลัง(ใจ)"มาอ่านสักหน่อย เพราะรู้สึกเหมือนไฟ(ในการทำงาน)จะเริ่มรี่ลงเรื่อยๆ เลยแวะเวียนไปมุมหนังสือที่เคยเจอหนังสือเล่มข้างต้น ..ตึก ตัก ตึก ตัก.. อ๊า! หนังสืออะไรเนี่ย หน้าปกเขียวปี๋ เพ็งมองดีๆอีกที เห็นแบบนี้ตัวเป้งๆเลย "อุดมสุข"   …ผลที่ได้รับตามมาคือ "เสียตังค์" และ "สุขใจ"

 

แต่ทว่า มันก็มีเรื่องที่ให้แง่คิด(อีกตามเคย)

ขออนุญาต ลองมาให้อ่านเป็นบางส่วนแล้วกัน ถ้าใครสนใจจริงจังแนะนำว่าให้ไปซื้อเก็บไว้ ตามสรรพคุณที่ระบุไว้หลังปกว่า

"อุดมสุขเล่มนี้      เปนการ์ตูนขนานเย็น
มีเนื้อหาสุขุมนุ่มลึก             อ่านแล้วชุ่มชื่นใจ
เหมาะมีไว้ประจำบ้าน
"

(พี่ค่ะ "เป็น"สะกดผิดค่ะ)

เรื่องที่ว่า คือ…

มีชาวบ้านอยู่กลุ่มหนึ่งออกเดินทางหนีความทุกข์ยากไปยังอีกเมืองที่สมบูรณ์ ภายในกลุ่มของพวกเขามีแต่เด็กและคนชราเสียส่วนใหญ่

ระหว่างทาง พวกเขาพบชายคนหนึ่ง ชื่อว่า "มุ่งมั่น" มุ่งมั่นก็กำลังจะเดินทางไปเมืองนั้นเช่นกัน

มุ่งมั่นเป็นคนมีน้ำใจ เขาจึงอาสาช่วยชาวบ้านถือของ ข้าวของสัมภาระที่เขาช่วยถือจึงเพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่า

เพราะความมีน้ำใจของเขา มุ่งมั่นจึงเป็นที่รักใคร่ของทุกๆคนในกลุ่ม แต่กลับกลายเป็นว่า

..ยิ่งเป็นที่รักมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งต้องแบกรับภาระของคนอื่นๆมากขึ้น และมากขึ้นเท่านั้น..

ทำให้การเดินทางของมุ่งมั่นยิ่งช้าลง…..   ช้าลง…..    และ….. ช้า….. ลง 

และในที่สุด "โครม!" มุ่งมั่นก็แบกมันไม่ไหว

เขาร้องไห้ออกมา.. ไม่ใช่เพราะความเจ็บ แต่เพราะไม่สามารถช่วยคนอื่นได้

ความคาดหวังของคนอื่นมันช่างมีมากเหลือเกิน คนคนเดียวไม่สามารถแบกรับภาระทุกอย่างไว้ได้

มุ่งมั่นเริ่มตะหนักว่า สิ่งที่เขาทำอยู่ มันไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา เขาจึงคิดค้นประดิษฐ์เครื่องทุ่นแรง (ซึ่งก็คือรถเข็น)

เมื่อมาเห็น ทุกคนก็ชื่นชอบสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ทุกคนจึงนำของมาใส่ เมื่อใส่จนเต็ม ทุกคนก็พร้อมออกเดินทาง (โดยไม่มีสักคนคิดจะเข็น ทิ้งไว้ให้มุ่งมั่นเข็น)

มุ่งมั่นจึงเริ่มเข้าใจว่า มันไม่ใช่อย่างที่เขาคิด เขาจึงได้ลงมือสอนวิธีการสร้างรถเข็นให้คนในกลุ่ม

แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไป ไม่นาน..ทุกคนก็มีรถเข็นของตัวเอง

หลังจากนั้น…  ทุกคนก็ออกเดินทางต่อไป

 

ขอไม่สรุป ให้ไปคิดกันเอง หากยังคงสงสัย ก็แนะนำให้ไปหามาอ่านดู

 

***ปล. คัดลอกมาจากบางตอน ของหนังสือ "อุดมสุข เล่ม๒ ตอนศาลาคนสุข"

November 11, 2007

Drawers of memory

ตั้งแต่กลับมา สิ่งที่ชอบและได้ทำมากที่สุดมีอยู่ไม่กี่อย่าง

ถ่ายรูป ..กิจกรรมยามว่างที่โปรดปรานที่สุด แม้ไม่มีเลนส์wide ก็หาเรื่องถ่ายไปได้เรื่อยๆ ถ่ายแล้วก็เก็บไว้ดูเป็นเหมือนสมบัติส่วนตัวทางสายตาและในความทรงจำ ถ้าวันไหนเห็นแต่งตัวแนวๆ ประเภทเสื้อยืดพับแขน กางเกงเซอๆ และรองเท้าคู่เก่ง พร้อมกระเป๋าอีกใบ นั้นล่ะแปลว่า"จะไปถ่ายรูป" แต่อย่ากระนั้นกระนี้เลย ถ้าฟ้าเปิดๆ มีแสงหน่อย และมีเลนส์wideด้วย ก็แจ่มไปเลย

แต่ในหลายๆครั้ง ฟ้ามืด ฝนตั้งท่ามาแต่ไกล แถมอารมณ์ไม่ติสต์เอาซะเลย ก็เปลี่ยนกิจกรรมมาเป็นนอนอ่านหนังสือ หรือเดิน(อ่าน)เล่นในร้านหนังสือแทน บอกตามตรงได้เลยว่าเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ โดยเฉพาะประเภทมีแต่ตัวอักษร แค่เหลียวตาผ่านไปดูก็ปวดกระโหลกจะแย่ล่ะ (สาธุ! เรียนจบมาได้)

ตอนนี้เลยมีหนังสือเล่มโปรดในดวงใจ พร้อมคนเขียนที่น่าประทับใจล่ะ "หนึ่งคน"

มีคนเคยพูดว่า "หนังสือปกสวย ข้างในอาจจะแย่ แต่หนังสือปกแย่ ข้างในอาจจะแย่กว่า" (ฮ่าๆ)

หนังสือเล่มโปรดของฉันตอนนี้ คือ "Drawers of memory" หรือ ลิ้นชักแห่งความทรงจำ เขียนโดยคุณอิทธิวัฐก์ สุริยมาตย์ โดยสำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก ราคา135บาทถ้วน(สำหรับท่านไม่สมาชิก)

จะว่าไปมันเป็นหนังสือที่ไม่ได้สะดุดตาอะไรฉันเลย (จริงๆแล้วฉันอาจเดินผ่านมันมาหลายรอบแล้วก็ได้) ในบรรดาหนังสือที่ถูกเรียงกันเป็นตับ (ม้าม และหัวใจ) ฉันเลือกหยิบหนังสือเล่มนี้ เพียงเพราะชื่อหนังสือ ใจก็นึกว่า "อยากได้หนังสือสักเล่ม ที่อ่านแล้วไม่เครียด" หลังหยิบมาเปิดอ่านอยู่พักหนึ่ง (อ่านฟรีนั้นแหละ) ฉันก็เลยหยิบเอามันไปจ่ายตังส์ เพราะคิดว่ามีหนังสือเล่มนี้ที่ตู้หนังสือของฉันก็คงจะดี เหมือนมีฮวงจุ้ยอะไรเบาๆไว้แก้เครียด

 

"ลิ้นชักแห่งความทรงจำ" ของคนเราคงไม่เหมือนกัน ข้างในก็คงมีเรื่องราวที่แตกต่างกัน หากแต่ถ้าวันนี้เรากำลังรู้สึกแย่ๆอยู่ ก็ลองเปิดเอาช่วงความทรงจำดีๆออกมาให้กำลังใจตัวเองดูบ้าง และถึงความทรงจำบางเรื่องอาจจะเจ็บปวด แต่นั้นก็จะเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจเรา "เมื่อตอนนั้นเราทุกข์ แต่เราก็ยังผ่านมาได้ แล้วทำไมตอนนี้จะไม่ได้ล่ะ"






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Hadley Wickham