Always head towards

September 17, 2008

ชีวิต?

หลายๆครั้งที่คนเรา(รวมถึงตัวฉันเองด้วย)จะชอบนึกถึงคำว่า"ชีวิต"ขึ้นมา ด้วยเหตุผลพื้นฐานว่า ในขณะนั้นเรากำลังประสบปัญหายุ่งยาก หาคำตอบไม่ได้ หรือที่เรียกกันว่า"ปัญหาโลกแตก"

คำว่า"ปัญหาโลกแตก" แน่ล่ะ ฉันไม่ได้หมายถึงว่าโลกจะแตกจริงๆ แต่ฉันหมายถึงปัญหาที่หาทางออกไม่ได้ คงคล้ายๆกับปัญหาที่ถามกันมานมนานว่า "ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน"

ทุกครั้งที่ฉันนึกถึง"ปัญหาโลกแตก" ฉันมักจะนึกถึงคำพูดที่พี่คนหนึ่งตอบฉันเสมอเวลาพูดเรื่องพวกนี้ "I don’t give a shit." พี่คนนี้มักจะพูดประโยคนี้ พร้อมทำท่ายักไหล่ และสายตาที่ไม่แคร์อะไร

ถึงแม้ว่าจะมีสายตาไม่แคร์ใคร และท่าทีที่บ่งบอกว่าไม่สนใจ ..แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่แหละ คือปัญหาที่คาอกคาใจอยู่ 

จะว่าไปปัญหาโลกแตกนี้ ก็คงเหมือนเราเป็นคนหลงทางคนหนึ่ง ที่เดินไปเจอทาง3แยก "จะเลี้ยวซ้ายดีไหม หรือเลี้ยวขวาดีกว่า อ๊ะ!หรือตรงไปดี" แน่นอน คำตอบที่ถูกต้องคงลอยอยู่ในกลุ่มเมฆหมอก ที่เราไม่สามารถมองเห็นได้เลย จนกว่า…เราจะมีความกล้าพอ

 

และมันก็คงไม่แปลกที่คนเราจะรู้สึกท้อ รู้สึกพลังกาย-พลังใจมันถดถอยลงเรื่อยๆ เหมือนใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ เวลาที่เจอปัญหาแบบนี้

….ฉันไม่เถียง เพราะฉันเคยเป็นมาก่อน  เคยรู้ซึ้งถึงความว่างเปล่า เหมือนชีวิตไม่มีค่า ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่จะทำให้ชีวิตมีค่าหรือไร้ค่า นั่นก็คือตัวเราเอง!!

 

หลายๆคนชอบพูดว่า "ชีวิต คือ การก้าวไปข้างหน้า" ฉันว่าไม่ผิด แต่ก็ไม่ได้ถูกไปซะทั้งหมด เพราะฉันคิดว่าแม้การอยู่เฉยๆ หรือแม้แต่การเดินถอยหลัง ก็เป็นการก้าวไปข้างหน้าได้เช่นกัน

หากเรากล้าที่จะเดินต่อ ไม่ว่าจะเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา หรือตรงไป และถึงแม้ว่าเราจะหลงทาง ..เหนื่อยก็พัก ล้มก็ลุก ..เราก็ยังได้เรียนรู้มัน เรียนผิด เรียนถูก แล้วก็เรียนแก้ ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้ล่ะ

 

..คัดลอกมาจากนิยายที่ฉันชื่นชอบ "เรือนไม้สีเบจ"

           "ทุกอย่างในชีวิตมันมีสองด้าน เรามองมันให้เป็นสีดำก็ได้ สีขาวก็ได้ ถ้ามองเป็นสีดำ โลกก็จะขมขื่นไปหมด ถ้ามองเป็นสีขาว มันก็สะอาดขึ้นมาก"

 

ฉันอยากบอกใครสักคน ในวันที่เขารู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีค่า ว่าเขามีค่าพอสำหรับฉัน แค่เขายิ้ม ฉันก็รู้สึกว่าโลกนี้มันน่าอยู่ขึ้นมาก อยากให้เขารับรู้ว่า ไม่ใช่แค่เขาที่ต้องคิดมากเพียงลำพัง ฉันก็คิด แต่ก็แน่ล่ะ ฉันคิดในแบบเงียบๆของฉัน  ซึ่งบ้างครั้งมันก็น่าน้อยใจ ที่เขามองข้ามมัน ..ก็แค่อยากจะบอกว่า ไม่ได้มีเขาคนเดียวในโลกนะ ^^

December 9, 2007

LoveIs ..at เขาใหญ่

ไปดูConcert LoveIs ที่เขาใหญ่มา ขอบอกว่าเป็นอะไรที่เหนื่อยมาก…ก (ขนาดพกคนขับไปด้วย ไม่ได้ขับเอง นั่งเป็นคุณนายตลอดทาง) รถแน่นตั้งแต่เข้าเขตจังหวัดสระบุรี จนถึงทางขึ้นโบนันซ่ารถติดแบบไม่ขยับ แค่จากปากทางขึ้นถึงบริเวณงานเล่นไปเกือบชั่วโมง แถมระหว่างทางโดนคนขับไล่ลงรถ เพื่อไปสำรวจว่าทำไมถึงรถติด ต้องเดินขึ้นเขาไปเกือบ3โลได้ (-*-) แต่ช่วงเดินผ่านบ้านริมเขาแถวนั้น ต้องบอกว่าเขาน่าอิจฉามากกกก

ตามกำหนดการคอนเสิรต์เริ่มตอน4โมง แต่กว่าจะจอดรถ ขนสำภาระ และไปกางที่นั่ง-นอน-กินได้ ก็ปาเข้าไปเกือบ5โมง แต่อาจจะเป็นโชคดีของคนซื้อบัตร3พันล่ะมั่ง เพราะบัตร1500 คนแน่นจนไม่มีทางเดิน ช่วง5-6โมงเย็นก็ยังมีคนเข้ามาเรื่อยๆ แถมแต่ล่ะคนอุปกรณ์ครบมือ ไม่ว่าจะเป็น"หมอน" "ผ้าปู" "ผ้าห่ม" "ขนม" และ"เบียร์"

เห็นวัยรุ่นหลายๆคนแล้วแบบว่า ..เฮ้ออ จะมาทำไมว่ะเนี่ย นั่งดูดบุหรี่ กินเหล้า คุยกันเสียงดัง โดยไม่แคร์สายตาใคร และบุคคลอีกเป็นบางกลุ่มที่นึกแต่ประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่ นั่งขว้างทางเดินเข้าออกไปหมด ที่เขาจัดไว้ให้ก็ไม่ไปนั่ง แถมโวยวายด่าเจ้าของงานอีก

อย่างว่า งานนี้ค่อนข้างถือว่าเป็นงานใหญ่พอตัว ประชากรเลยล้นมากๆๆๆๆ (แว่วๆ พี่บอยประกาศว่า 2หมื่นคน) คนเยอะเรื่องก็เลยเยอะตาม ไม่ว่าจะเป็น "ห้องน้ำไม่พอ รอคิวกันเป็นกิโลๆ" "ไม่มีที่นั่ง ต้องไปนั่งกันตามกิ่งไม้" "บริเวณกางเต๊นท์แคบไป เลยกางมันตรงที่จอดรถ" "ที่จอดรถน้อยนิด เลยไปเบียดเบียนต้นไม้-ดอกไม้แถวนั้น" และอื่นๆอีกมากมาย

ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ลองไปหาอ่านเอาในพันทิป(เช่นเคย) ..แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่น่าประทับใจ ทั้งจากตัวคอนเสิรต์ เจ้าหน้าที่ปฎิบัติงาน และคนดูหลายๆคนที่มีน้ำใจ

 

ตอนแรกๆก็นั่งดู+ร้องเพลงกินบรรยากาศไปเรื่อยๆ พอเริ่มดึกก็เริ่มมีอาการเลือย กลายมาเป็นนอนฟัง+ร้องแทน ตีหนึ่งกว่าตาเริ่มจะปิด ไม่ไหวล่ะของีบก่อน แต่พอหนุ่มบาว-สาวปานออกมา ต้องลุกขึ้นมาเช็ดน้ำลายกันเป็นการยกใหญ่ โยกหัว โบกไม้โบกมือ แม้จะกำลังจมขี้ตาอยู่ก็ตาม

..ถ้าให้เล่าทุกShotคงไม่ไหว โหลดภาพบรรยากาศแบบสั้นๆไปดูเองแล้วกันนะจ๊ะ ((หลังเที่ยงคืน ก็ลุกมาถ่ายวีดีโอไม่ไหวแล้วค่ะ ไม่ว่าจะModern Dog หรือ Nuvo อ้อๆมีPalmyมาแจมกะป๊อดด้วย มันส์มากๆ))

เดี๋ยว บอย-ป๊อด จะตามมา ต้องไปแปลงไฟล์วีดีโอก่อน อดใจนิดหนึ่ง -.-

November 27, 2007

ดอยอินทนนท์ ..ภาคประถม

ปกติเข้าไปอ่านที่ พันทิป ห้องBP อยู่บ่อยๆ แบบว่าเห็นหลายๆคนเข้ามาเขียนReviewทริปตัวเองแล้ว(แอบ)ชื่นชม

"ความพยายามเป็นเลิศ" ..เพราะเหมือนจะติดReviewทริปตัวเองอยู่หลายอันล่ะ -*-

ล่าสุดกับทริป 2 วัน 3 คืน สู่เมืองเชียงใหม่ …เล่นเอาเหนื่อย(Shift-หาย) แถมโดดงานไปด้วยอีกวัน(จุดนี้เรื่องเล็ก)

ออกเดินทางด้วยรถทัวร์บริษัทนครชัยแอร์ พร้อมระบบนวดที่เก้าอี้(ที่ไม่ค่อยจะมีประโยชน์เท่าไหร่) แต่เรื่องบริการ…ผ่าน

สำหรับ"เชียงใหม่" …ไปมาแล้วรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ ปีนี้น่าจะครั้งที่3 (เดี๋ยวเดือนหน้าก็จะมีอีก2ครั้ง ..จะไปทำไมบ่อยๆ) ทริปนี้แกมบังคับหัวหน้าทริปว่าจะไป"ดอยอินทนนท์"

เริ่มต้นออกจากที่พัก ด้วยรถโตโยต้า Soluna ที่เช่ามาจากNorthWheels ด้วยราคา 1200บาท/วันถ้วน พร้อมน้ำมันเต็มถัง ออกเดินทางจากถนนเรียบคลองชลฯมุ่งหน้าสู่อำเภอแม่แจ่ม

ก่อนทางขึ้น เรียบมากกกก..

 ขึ้นเขาแล้ววว โค้งงงงง

เริ่มต้นกันที่ยอดดอยอินทนนท์ อากาศดีมากกกก ..ฟ้าใสกิ๊กเลย ทันทีที่ถึงบริเวณยอดดอยก็จะเห็นป้ายแบบนี้ (มีหลายอันมาก)

สูงสุดแดนสยามล่ะเจ้า

และป้ายนี้ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด ฮ่าๆ

โรคหัวใจกำเริบ แพ้อากาศหนาว อยากมาติดอยู่ดอย อิอิ

เดินเล่นยอดดอยกันพอให้หายเหนื่อย เราก็จะเห็นป้ายนี้ เหมือนเป็นสัญลักษณ์(ที่ต้องถ่ายรูปเก็บไว้) ..ก็บอกแล้วว่าป้ายนี้มีเยอะ ฮ่าๆ

สูงสุดดดดดด

ส่วนนี้ เป็นหญ้าหอม อยู่ใกล้ๆจุดขายของที่ระลึก เอามือไปลูบๆหน่อย ก็จะได้กลิ่นหอมๆติดมือมา แต่ถ้าลูบแรงไป ก็อาจจะได้กลิ่นอื่นนะ

หญ้าหอมมมม

ต่อด้วยการไปเดินป่ากันนิดหนึ่ง เป็นป่า"หิมาลัย"อย่างย่อมๆ หรือที่รู้จักกันว่า "เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา" แวะไปกราบไหว้ "ศาลเจ้ากรมเกียรติ"กันด้วยล่ะ

ธรรมชาติเขียวๆ

 เขียวๆ ธรรมชาติ

แล้วเราก็ลงมานิดหนึ่ง เพราะสถานที่ที่อยากไปมากกกกกกกกกที่สุดบนดอยอินทนนท์ตั้งแต่ยังอยู่ที่นู่นก็คือ "กิ่วแม่ปาน" ซึ่งหัวหน้าทริปอนุญาตให้แค่ลงไปถ่ายรูปได้เท่าไหร่ ฮือๆๆๆ T-T สอบถามจากเจ้าหน้าที่ ได้ความว่าต้องจ้างไกล์ซึ่งเป็นชาวเขาแถวนั้นพาเดินไป ใช้เวลาในการเดินทางสู่กิ่วแม่ปานประมาณ2ชั่วโมงครึ่ง ..เพิ่มบรรยากาศรอบๆมาให้ดู

เก็บไว้ดูให้สะท้อนใจเล่น ฮือๆ  เนี่ย บรรยากาศประมาณเนี่ยเลย

ทางสูงลาดชัน วันหมอกลง

 บริเวณลานจอด ฮ.

ลงมาอีกนิดหนึ่ง แวะไหว้พระธาตุ จริงๆจะมีพระธาตุพ่อและแม่ แต่พระธาตุพ่อกำลังอยู่ในระหว่างซ่อมแซม เลยถ่ายมาแต่พระธาตุแม่

พระธาตุแม่

บรรยากาศรอบๆพระธาตุ

ก่อนจะลงมาแวะ "น้ำตกวชิรธาร" แล้วรีบกลับเพราะเดี๋ยวจะไปบ้านถวายไม่ทัน

น้ำตกวชิรธาร

และปิดท้ายทริปนี้ ด้วยภาพโอเว่อร์ๆ ที่ทำจากPhotoshop แบบมั่วๆ แล้วเจอกันใหม่เร็วๆนี้นะ "ดอยอินทนนท์"

อยากติดอยู่บนดอยจังก๊าบบบบบบ

 

 

 

 

 

"ขอให้สันติภาพจงมาสู่โลก"

และภาพนี้ จากวัดอุโมงค์จ๊ะ

July 24, 2007

South Coast - Snowy Mt. - (2)

หลังจากทำการเช็คอินที่พัก ที่พี่ดาวจองไว้เรียบร้อยแล้ว เราก็ลองอุปกรณ์สกีกันต่อ ในบรรดาเราสามคน ความชำนาญเกี่ยวกับสกีเท่ากันคือ"ศูนย์" ฉันว่าพนักงานที่เดินมาถามเราคงจะรู้ จึงถามเราก่อนเลยว่าเราจะเล่นอะไร เราเลยตอบเขาไป(แบบไม่คิด)ว่า"เล่นสกี((ล่ะกัน))"

ในความเป็นจริงมีกิจกรรมหลายอย่างมากที่หิมะที่เราสามารถเลือกทำได้ แต่ในที่นี่ฉันขอแบ่งมันเป็น3หมวดย่อยๆก็แล้วกัน
1.เล่นสกี
2.เล่นสโนว์บอร์ด
3.เล่นหิมะ

เวลาที่เราพูดถึงสกี มันจะหมายถึงไม้ไอติมยักษ์คู่((เพราะมันจะเรียว ยาว และมีสองอัน)) แต่ถ้าพูดถึงสโนว์บอร์ด มันจะเหมือนไม้ไอติมแม็คนัม ((ที่มันอันใหญ่ๆ กว้างๆ และมีเพียงหนึ่งอัน)) ส่วนหิมะ อาจจะหมายถึงการเดินไปเหยียบหิมะเล่น เพื่อแสดงว่า"ข้ามาได้เหยียบหิมะแล้วเฟ้ย" หรืออาจจะลองไปเล่น Tobaggan ซึ่งจะมีลักษณะเป็นเหมือนถาดพลาสติกขนาดใหญ่ เอาไว้นั่งไถลลงมาจากเนิน ((จะคล้ายๆกับที่เมืองหิมะแห่งดรีมเวิล์ด บ้านเรา)) ..กรุณาดูรูปปลากรอบ ((ประกอบ))

อุปกรณ์สกี   อุปกรณ์สโนว์บอร์ด  Tobaggan

เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะเล่นสกี เราจึงเริ่มต้นด้วยการหารองเท้าสกี ..หลังจากลองใส่เดินดู ฉันว่ามันหนัก(หนาสาหัสกว่าใส่รองเท้าเล่นไอซ์ซะอีก) หลังจากนั้นเราก็ไปลองกางเกง ศัพท์ของมันคือ Pants ที่แปลเหมือนทั่วๆไป และตามต่อด้วย Parka ซึ่งเป็นศัพท์เฉพาะของทางสกีเขา จริงๆก็คือแจ็คเก็ตดีๆนี่เอง และสุดท้ายคือตัวสกี ..มีการชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูง เพื่อหาสกีที่เหมาะสมกับตัวเล็กน้อย ((ช่วงนี้ฮ่าแตกมาก เมื่อเราค้นพบว่าพี่ดาวน้ำหนักเท่ากับพี่โหน่ง ..อย่าให้บอกเลยว่าเท่าไหร่ อิอิ))

หลังจากเราได้อุปกรณ์สกีสำหรับวันรุ่งขึ้นแล้ว เราจึงเข้าที่พักกัน เป็นห้องเคบินธรรมดา ที่สามารถนอนได้ถึง5คน มีครัวเล็กๆไว้ให้ด้วย มื้อค่ำมื้อนั้นถือว่าเป็นมื้อแรกของฉัน สำหรับเมนูอาหารที่พี่โหน่งและพี่ดาวแนะนำ …มันคือ โจ๊กใส่มาม่า ((-*- แปลกใจมากเลย))

 

12 กรกฎา…

เราตื่นนอนกันแต่เช้าตู่ 7โมงกว่าๆ พี่โหน่งชักชวนฉันออกมาถ่ายรูป เพราะในฤดูหนาว มันจะสว่างช้า ฉันก็เบลอๆ งงๆ งัวเงียๆ เดินไปหยิบลูกD80ที่รักมา ถ่ายมาหนึ่งภาพก่อนล้มตัวลงนอนบิดขี้เกียจอีกสักแป๊บหนึ่ง

ก่อนฟ้าจะสว่าง.. จุดหมายปลายทางของเรา ยอดเขา Snowy Mt.

8โมงเช้า ล้อหมุน เราแวะเติมน้ำมันกันก่อน ถือเป็นถังที่2ที่เติมมา เจ้าของปั๊มท่าทางใจดีถามฉันว่ากำลังจะไปสกีเหรอ เขาบอกว่าน่าจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษคงถึงและขอให้สนุก จุดหมายปลายทางของวันนี้คือ Snowy Mountain หรือ Perisher Blue นั่นเอง ส่วนเส้นทางของเราจะผ่าน Jindabyne ซึ่งพี่โหน่งและพี่ดาวว่าเราจะมาแวะตอนขากลับ

หลังขับรถ และนั่งหนาวกันในรถมาได้ชั่วโมงเศษ เราก็มาถึงแล้ว Kosciuszko National Park อาจจะเนื่องด้วยเป็นช่วงที่มีคนมาเยอะ จึงมีการเก็บค่าธรรมเนียมกันเล็กน้อย 27เหรียญต่อ1วัน แล้วเราก็จะสติกเกอร์ข้างล่างนี้มาแปะ แสดงว่า"เสียตังค์แล้ว"

เสียค่าธรรมเนียมก่อนเข้า สติกเกอร์แปะหน้ารถ

หลังจากนั้นเราก็จะขับรถขึ้นสู่ยอดเขาเพื่อไปเล่นสกี สองข้างทางเริ่มปกคลุมด้วยหิมะ ((แหมๆ อยากจะกรี๊ดๆ)) และแล้วเราก็มาถึงแล้ว Perisher - Snowy Mountains

เส้นทางการเดินทางสู่ยอดเขา 

พร้อมแล้ว...ลุย!!

เรามาถึงลานสกีประมาณ 9โมงกว่าๆ ทันทีที่จอดรถเราก็แปรงร่างกันทันที เหมือนกับหลายๆคนที่งัดอุปกรณ์สกีกันออกมาจากท้ายรถ หลังจากอยู่ในชุดสกีกันเรียบร้อย เรารู้ได้ทันทีว่าตัวเราพอง พอง และรองเท้าสกีก็เดินยาก(โคตร)มาก แต่ที่หนักไปกว่านั้นคือการเดินแบกสกีและไม้Pole เข้าสู่ลานสกี

เพราะเรามีประสบการณ์สกีกันสูงมากกกก((ประชด)) เราจึงตัดสินใจซื้อตั๋วสำหรับขึ้นลิฟท์สกีพร้อมกับเรียนสกีด้วย3ชั่วโมงครึ่ง ด้วยราคา 135เหรียญต่อคน หากแต่เรามาไม่ทันภาคเช้า เราเลยต้องรอเรียนภาคบ่ายแทน ..เอาล่ะสิ เล่นก็ไม่เป็น จะทำยังไง???

"ด้านได้ อายอด" เป็นสำนวนที่ใช้ได้เสมอ เราจึงใช้วิธีแอบดูคนอื่นว่าเขาเล่นกันยังไง พี่ดาวประเดิมการกลิ้งบนหิมะเป็นคนแรก ตามต่อมาด้วยฉันและพี่โหน่ง หลังสะบักสะบอมกันเองอยู่นาน ก็ได้เวลาพักเที่ยง เราหาของกินกันแถวนั้น พี่ดาวว่าHot Chocolateอร่อยมากกกกก และเราก็ไปเข้าเรียนสกี(บทแรกของชีวิต)

ไปเล่นสกีมา

ใจจริงฉันอยากเราให้ฟังนะว่าเรียนอะไรไปบ้าง แต่จำไม่ค่อยได้แหะ เพราะเหนื่อย(Shift-หาย) เรียกว่าหมดแรงเลยอาจจะถูกว่า ฉันเอาเจ้าD80แอบไว้ในรถ เพิ่งจะชักมันมาถ่ายตอนจะกลับนี่แหละ หลังจากเราเล่นกันจนหมดแรงไปตามๆกัน พี่โหน่งแนะว่าเราควรกลับได้แล้ว เพราะจะแวะเที่ยว Jindabyne กันอีก เดี๋ยวมันจะมืดซะก่อน

หิมะ หิมะ และหิมะ

เรากลับลงมาจาก Perisher ราวๆ4โมงเย็น มาแวะถ่ายรูปกันที่ Lake Jindabyne กันเล็กน้อย ก่อนจะแวะไปเยือนบ้านDon ที่ๆทำให้เราสมารถเห็นจิงโจ้ตัวเป็นๆ ((หมายถึงที่มันไม่ได้อยู่ในกรง อยู่ในสวนสัตว์)) กระโดดผ่านไปผ่านมาตลอดทาง ..เสียดายที่ฉันถ่ายรูปมันไว้ไม่ทัน มันเล่นตัว ไม่ให้ถ่าย ชิ..

Lake Jindabyne

ฉันอยากเล่นMVแหะ

เรากลับถึงที่พักตอน 5โมงครึ่ง พร้อมคืนอุปกรณ์สกี และเก็บของ ก่อนจะออกไปดินเนอร์กันในMotel และในระหว่างรอฉันก็เลยชักชวนพี่โหน่งเล่นPool …ติดใจเลยแหะ ดินเนอร์มื้อนี้เป็นBBQ ที่เราไปยืนย่างกันเอง สนุกดี ทีแรกเรากะจะมาเล่นPoolกันต่อ แต่โต๊ะไม่ว่างเลยกลับมานอน และคิดแผนสำหรับวันรุ่งขึ้น คืนนี้หลับ..เป็นตาย -_-zzz

((โปรดติดตามตอนต่อไป))

South Coast - Snowy Mt. - (1)

หลังจากติดReviewทริป"หนีเที่ยว"นี้อยู่นาน วันนี้ก็ได้ฤกษ์มาเขียนซะที จะว่าไปทริปนี้ถูกวางแผนล่วงหน้ามาเป็นเดือน แต่ก็ไม่มีอะไรชัดเจน จนกระทั่ง30ชั่วโมงก่อนวันเดินทาง

เรา ((หมายถึงฉัน พี่ดาว และพี่โหน่ง)) ตกลงกันว่าให้ทุกคนเลือกจุดหมายที่จะไปได้คนล่ะหนึ่งวัน เพราะงั้นทริป3วันเราจึงเริ่มขึ้น…

 

วันที่ 11 กรกฎา..

ล้อหมุนตอนเกือบๆ 8โมงเช้า พร้อมอุปกรณ์ประกอบอาหาร เสบียง และเสื้อผ้านิดหน่อยเต็มหลังรถ ((ฉันว่าค่อนไปทางเสบียงอาหารนี่แหละ หุหุ)) จุดหมายปลายทางของวันนี้คือ Australia War Memorial ที่เมือง Canberra ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศAustralia เราเลือกใช้เส้นทาง M5 โดยระหว่างทาง เบรครถเกิดอาการงอแง้ขึ้นในระหว่างที่ขับผ่านบ้านเก่าฉัน เราจึงแวะซ่อมเบรคกันแถวนั่น

9.30น รถซ่อมเสร็จ เตรียมพร้อมออกเดินทางสู่กรุงCanberraได้ ฉันเริ่มงัดเสบียงมาแบ่งปัน ไม่ว่าจะเป็นCollon ขนมปัง คุ๊กกี้ และปลากรอบ พี่ดาวว่าเอาสตอเบอรี่ กะSeafood Salad มากินด้วย ส่วนพี่โหน่งขอเสริมทัพด้วยเป๊ปซี่แบบไม่เย็น

กำลังจะเข้าเมืองCanberraแล้ววว..เย้

เที่ยงกว่าๆ เราขับมาถึงCanberraกัน แวะหาข้อมูลเที่ยวที่ Visitor Center กันนิดหน่อย ก่อนจะไปแลกเหรียญที่ระลึกของเมืองมา ด้วยราคา 2 ดอลล์ ((พี่โหน่งว่า ไม่เห็นจะนิดเลย เพราะเห็นฉันกับพี่ดาวขนโบรชัวร์ออกมาคนล่ะตั้ง …ก็แหม!ของมันแจกฟรี)) หลังจากนั้นเราก็แวะหาอาหารเข้าท้องที่ Shopping Center ใจกลางเมือง และเหมือนเราจะลงความเห็นว่านี่อาจจะเป็นอาหารมื้อที่ดีที่สุดในทริปนี้ (รึเปล่า)

Cenberra แม้จะเป็นเมืองหลวง แต่ก็ดูเงียบ สงบ และเล็ก เมื่อเทียบกับSydneyและMelbourne ในตัวเมืองที่มีจอดจักรยานเรียกว่าแทบทุกมุมถนน ผิดกับซิดนีย์ ที่ไม่มีหรือหากมีก็อาจจะเหลือแต่โซ่ไว้ให้เราดูต่างหน้าแทนจักรยาน

บ่าย2แก่ๆ เราก็มาถึงแล้ว Australia War Memorial พี่โหน่งทำหน้าที่ประหนึ่งไกล์ท่องเที่ยว บอกว่า"สาเหตุที่Australia War Memorial ตั้งอยู่ตรงกับ Parliament House ที่ทำงานของรัฐบาล คือ เอาไว้เพื่อเตือนใจรัฐบาล ในการตัดสินใจใดๆเกี่ยวกับชาติ"

Parliament House - รัฐสภาของชาวออสซี่

Australia War Memorial

สำหรับฉัน ฉันว่า Australia War Memorial  ก็คือๆกับอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ที่รวบร่วมประวัติศาสตร์ของชาติไว้ด้วยกัน เป็นเสมือนเครื่องเตือนใจ และความรู้ให้คนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นใหม่ ภายในเต็มไปด้วยข้อมูลความเป็นมาของชาวออสเตรเลียในช่วงสงครามโลกครั้งที่1และ2 ฉันเห็นว่าคนออสซี่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้มาก เพราะไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ต่างตั้งอกตั้งใจจะเดินอ่านข้อมูลเกี่ยวกับชาติของตน

ภายใน Australia War Memorial

รูปปั้นทหารออสซี่ มองไปยังรัฐสภา รถถังในสมัยก่อน

รูปปั้นจำลอง สมัยสงครามโลกครั้งที่1 เครื่องบินรบในสมัยก่อน 

หากยังจำกันได้ ประเทศไทยของเรา ก็มีส่วนร่วมในสงครามโลกครั้งที่2ด้วยเช่นกัน ฉันค่อนข้างแปลกตาแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่เห็นข้อมูลเกี่ยวกับประเทศตัวเองในพิพิธภัณฑ์ของชาติอื่น

สะพานรถไฟมรณะ จ.กาญจนบุรี

หากพูดถึงสงครามโลกครั้งที่2แล้ว สิ่งแรกที่ฉันจำได้คือ"ละครเรื่องคู่กรรม" เมื่อครั้งป๊าเบิร์ดเล่นกับพี่กวาง กมลชนก ..จำได้ว่าป๊าเบิร์ดเล่นเป็นทหารญี่ปุ่น นามว่า"โกโบริ" ส่วนพี่กวางรับบทสาวไทย "อังสุมาริน" ((อยากจะตบมือดังๆ ให้ความจำอันดีเลิศของตัวเองซะจริงๆ ฮ่าๆ))

รถโบราณ เท่ห์มากๆ

แน่นอนว่า ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในสงครามโลกครั้งที่ 2 ((ขอไม่เขียนรายละเอียด ด้วยเกรงว่าอาจจะเล่าไม่ถูก ทีนี้จะหน้าแตก หมอไม่รับเย็บ -*-)) ด้วยเป็นประเทศริเริ่มสงคราม และแน่นอนว่าหลังโดนอเมริกาปล่อยระเบิดลงเมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่นก็กลายเป็นผู้แพ้สงครามในทันที

ใบสนธิสัญญาเป็นผู้แพ้ในสงครามของญี่ปุ่น

รายชื่อผู้เสียชีวิจในสงคราม

Australia War Memorial

ฉันมองว่า Australia War Memorial ทำได้ค่อนข้างดีทีเดี๋ยว และอยากให้ประเทศไทยของเราได้มีเช่นนี้บ้าง ..อยากให้คนไทยทุกคนได้รับรู้ความเป็นมาของชาติ หวงแหนในชาติอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของเขา รักชาติยี่งชีพ และเข้าใจว่าบรรพบุรุษของเราต้องเสียสละมากเพียงใด เพื่อให้เรามีแผ่นดินของเราเช่นทุกวันนี้

 

เราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงที่นี่ ก่อนพี่ดาวจะเสนอพาฉันไปชมทิวทัศน์รอบๆเมืองที่ Mount Ainsile ก่อนที่เราจะมุ่งหน้าไปที่พักของเราที่ Berriale ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองCooma ไปราวๆหนึ่งชั่วโมง

ที่พักเราชื่อ Southern Cross Motor Inn ถือเป็นโมเต็ลระดับ3ดาว ที่ค่อนข้างดีและไม่แพงเลยล่ะ การบริหารเป็นไปแบบครอบครัว ทำให้แขกไม่อึดอัด และบริเวณก็กว้างขวางด้วย นอกจากนี้ยังมีบริการให้เช่าอุปกรณ์สำหรับไปเล่นหิมะด้วย

…แม่นแล้ว วันรุ่งขึ้นเราจะมุ่งหน้าสู่ Snowy Mountain เพื่อไปเล่นสกี
((โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป))






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Hadley Wickham