Always head towards

September 17, 2008

ชีวิต?

หลายๆครั้งที่คนเรา(รวมถึงตัวฉันเองด้วย)จะชอบนึกถึงคำว่า"ชีวิต"ขึ้นมา ด้วยเหตุผลพื้นฐานว่า ในขณะนั้นเรากำลังประสบปัญหายุ่งยาก หาคำตอบไม่ได้ หรือที่เรียกกันว่า"ปัญหาโลกแตก"

คำว่า"ปัญหาโลกแตก" แน่ล่ะ ฉันไม่ได้หมายถึงว่าโลกจะแตกจริงๆ แต่ฉันหมายถึงปัญหาที่หาทางออกไม่ได้ คงคล้ายๆกับปัญหาที่ถามกันมานมนานว่า "ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน"

ทุกครั้งที่ฉันนึกถึง"ปัญหาโลกแตก" ฉันมักจะนึกถึงคำพูดที่พี่คนหนึ่งตอบฉันเสมอเวลาพูดเรื่องพวกนี้ "I don’t give a shit." พี่คนนี้มักจะพูดประโยคนี้ พร้อมทำท่ายักไหล่ และสายตาที่ไม่แคร์อะไร

ถึงแม้ว่าจะมีสายตาไม่แคร์ใคร และท่าทีที่บ่งบอกว่าไม่สนใจ ..แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่แหละ คือปัญหาที่คาอกคาใจอยู่ 

จะว่าไปปัญหาโลกแตกนี้ ก็คงเหมือนเราเป็นคนหลงทางคนหนึ่ง ที่เดินไปเจอทาง3แยก "จะเลี้ยวซ้ายดีไหม หรือเลี้ยวขวาดีกว่า อ๊ะ!หรือตรงไปดี" แน่นอน คำตอบที่ถูกต้องคงลอยอยู่ในกลุ่มเมฆหมอก ที่เราไม่สามารถมองเห็นได้เลย จนกว่า…เราจะมีความกล้าพอ

 

และมันก็คงไม่แปลกที่คนเราจะรู้สึกท้อ รู้สึกพลังกาย-พลังใจมันถดถอยลงเรื่อยๆ เหมือนใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ เวลาที่เจอปัญหาแบบนี้

….ฉันไม่เถียง เพราะฉันเคยเป็นมาก่อน  เคยรู้ซึ้งถึงความว่างเปล่า เหมือนชีวิตไม่มีค่า ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่จะทำให้ชีวิตมีค่าหรือไร้ค่า นั่นก็คือตัวเราเอง!!

 

หลายๆคนชอบพูดว่า "ชีวิต คือ การก้าวไปข้างหน้า" ฉันว่าไม่ผิด แต่ก็ไม่ได้ถูกไปซะทั้งหมด เพราะฉันคิดว่าแม้การอยู่เฉยๆ หรือแม้แต่การเดินถอยหลัง ก็เป็นการก้าวไปข้างหน้าได้เช่นกัน

หากเรากล้าที่จะเดินต่อ ไม่ว่าจะเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา หรือตรงไป และถึงแม้ว่าเราจะหลงทาง ..เหนื่อยก็พัก ล้มก็ลุก ..เราก็ยังได้เรียนรู้มัน เรียนผิด เรียนถูก แล้วก็เรียนแก้ ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้ล่ะ

 

..คัดลอกมาจากนิยายที่ฉันชื่นชอบ "เรือนไม้สีเบจ"

           "ทุกอย่างในชีวิตมันมีสองด้าน เรามองมันให้เป็นสีดำก็ได้ สีขาวก็ได้ ถ้ามองเป็นสีดำ โลกก็จะขมขื่นไปหมด ถ้ามองเป็นสีขาว มันก็สะอาดขึ้นมาก"

 

ฉันอยากบอกใครสักคน ในวันที่เขารู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีค่า ว่าเขามีค่าพอสำหรับฉัน แค่เขายิ้ม ฉันก็รู้สึกว่าโลกนี้มันน่าอยู่ขึ้นมาก อยากให้เขารับรู้ว่า ไม่ใช่แค่เขาที่ต้องคิดมากเพียงลำพัง ฉันก็คิด แต่ก็แน่ล่ะ ฉันคิดในแบบเงียบๆของฉัน  ซึ่งบ้างครั้งมันก็น่าน้อยใจ ที่เขามองข้ามมัน ..ก็แค่อยากจะบอกว่า ไม่ได้มีเขาคนเดียวในโลกนะ ^^

September 5, 2008

บ่นไปเรื่อย

Filed under: Diary by emotion

เหตุผลสำคัญอีกอย่าง ที่ฉันถูกเรียกตัวกลับมา หลังจากเรียนจบและใช้ชีวิตอิสระที่ต่างประเทศเองสักพัก ..ก็คือน้องชายแม่(เรียกว่าอากู๋)ต้องการคนมาช่วยงาน และเขาก็คิดว่าฉันน่าจะทำได้ แน่นะ!ว่าเหตุผลสำคัญจริงๆอีกอย่าง คือเขาไม่ต้องลงทุน ไม่เสี่ยง เพราะอย่างน้อยฉันก็มีประสบการณ์เกี่ยวกับสินค้าไทยที่ขายในต่างแดนอยู่พอตัว ไม่นับรวมลูกค้าคนใหม่ของเขา ซึ่งก็คือเจ้านายเก่าของฉัน

 

ฉันรู้สึกว่า แม่ฉันก็ค่อนข้างวาดฝันไว้หรูเหมือนกัน ว่าฉันจะแต่งตัวดีๆ ขับรถไปทำงานในออฟฟิตที่เปิดแอร์เย็น มีคนในโรงงานนับหน้าถือตา จะด้วยเกรงใจเพราะเป็นหลานเจ้าของ หรือจะเพราะอย่างอื่นก็สุดจะรู้ได้ แน่นอนว่าแม่ไม่ลืมสั่งสอนฉันเรื่องการปฏิบัติกับผู้อื่นดีๆ และทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เหมือนกับทุกๆครั้งที่แม่บอกก่อนฉันขึ้นเครื่องกลับไปเรียน แต่บางทีแม่คงจะลืมไปว่า ฉันใช้ชีวิตต่างแดนบนขาตัวเองมานาน นานจนพอจะรู้ว่าสิ่งที่แม่สอนบางอย่างก็ใช้กับบนโลกนี้ไม่ได้

 

อากู๋ฉันเป็นคนดี…อันนี้ฉันไม่เถียง แต่แฟนอากู๋(ให้ถูกก็ต้องเรียกว่าอากิ๋ม)…ฉันไม่แน่ใจ

 

ตอนเป็นเด็ก สมัยที่ยังอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ฉันไม่เคยลืมว่าเหตุผลที่ครอบครัวใหญ่ต้องแตกออกเป็นเพราะใคร…ถ้าไม่ใช่อากิ๋มฉันเอง และยิ่งกว่านั้นฉันก็ไม่ลืมว่าครั้งหนึ่ง อากิ๋มตีแม่ฉัน!!!! นั้นเป็นหนึ่งในหลายๆเหตุผล ที่ฉันไม่สามารถยิ้มให้ผู้หญิงคนนี้อย่างบริสุทธิ์ใจนัก

เพราะนอกเหนือจากเหตุผลข้างต้น ฉันก็ยังจำได้ดีว่า ผู้หญิงคนนี้แย่งลูกค้าของบริษัทแม่ฉันไปหน้าตาเฉย ด้วยเหตุผลที่่ว่า..เธอมีเงิน เธอคงคิดว่าเงินเนรมิตทุกอย่างให้เธอได้ แม้กระทั่งมันจะนำมาซึ่งความแตกแยกของเครือญาติของสามีเธอ แน่นอนว่าญาติฝ่ายสามีทุกคนตีตัวออกห่าง..ด้วยเหตุผลคล้ายๆกัน

อันที่จริงเรื่องก็น่าจะจบตั้งแต่ตอนบ้านใหญ่แตก ..แต่เปล่าเลย

ตอนพี่ฉันเอ็นท์ติดทันตะฯ จุฬาฯ เธอคนนี้ว่า"งานสกปรก ทำงานกับน้ำลาย"
ตอนฉันไปเรียนตปท. เธอคนนี้ว่า"เดี๋ยวจะได้มีลูกเขยฝรั่ง"

 

หลายปีผ่านไป เธอก็ยังกีดกันไม่ให้ลูกๆเธอมาสุงสิงกับญาติๆคนอื่น แม้ว่าจะเป็นวันเกิดของพ่อสามีเธอก็ตาม(หมายถึงอาก๋งฉันเอง) และแน่นอน..เรื่องของเธอก็ไม่อยู่ในความสนใจฉันเหมือนกัน 

 

ช่วงประมาณ 1ปีก่อน ผู้หญิงคนที่ว่า"ป่วย" เป็นโรคมะเร็ง ..อย่างที่รู้ๆกันว่า มันรักษาไม่หาย!! ที่ว่า"มีเงิน" ก็กลายเป็น"มีหนี้"!!

 

 

คนจีนมักจะสอนกันว่า "บุญคุณต้องทดแทน" และเติมกันอีกนิดที่ว่า "ความแค้นต้องชำระ"

 

เปล่าหรอก ฉันไม่ได้โกรธแค้นอะไรเธอ ไม่เคยจะใส่ใจด้วยซ้ำ!

แม้ว่าในวันนี้ ญาติๆที่เคยโกรธเคืองกันมา จะให้อภัยเธอ และแม้เธอจะพูดหวานกับบ้านฉันเพียงใด ฉันก็รู้ว่าฉันไม่สามารถยิ้มให้เธอได้เต็มที่ ถึงแม้ฉันจะไม่มีความแค้นอะไรก็ตาม.. แน่นอนว่าเมื่อแม่ฉันกึ่งๆขอร้อง กึ่งๆสั่ง ให้ฉันไปช่วยงานอากู๋ ในวันที่อากิ๋มไม่สบายนั้น …ฉันก็ไม่ได้ปฏิเสธ และสำหรับฉันมันเป็นการแสดงน้ำใจของฉัน

 

หากแต่ว่า… ตั้งแต่ฉันไปเริ่มงาน "กำไร"คืออย่างเดียวที่เขาอยากให้ฉันทำให้ได้ จนฉันรู้สึกว่ามันเป็นการค้าขาย ที่ไม่ตรงกับฉันเอาเสียเลย

ฉันเริ่มงานโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องทำอะไรก่อน-หลัง ช่วงอาทิตย์แรกๆฉันยังไปนั่งจับเจาที่แผนกธุรการ พิมพ์ดีดมั่ง พิมพ์เช็คมั่ง เดินเล่นในโรงงานมั่ง ประชุมมั่ง ..แล้วแต่จะถูกเีรียก พอทำได้ผ่านไปสักระยะ ฉันก็เริ่มเป็นเจ้าหน้าที่ประจำฝ่ายไอที ทำตั้งแต่ถ่ายรูปสินค้าเพื่อเอาไปอัพเว็บ ตอบ-รับเมลล์จากลูกค้า ซ่อมคอมพิวเตอร์ และดูแลระบบLAN หนึ่งเดือนต่อมา ก็ไปอยู่ฝ่ายบุคคล นัดสัมภาษณ์คนมาฝึกงาน เดินคุมคนในโรงงาน รวมถึงเรียกพนักงานในLineอบรม พอนานวันเข้า ฉันก็ทำทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้น รวมไปถึงการติดต่อองค์กรภายนอก รับ-ส่งลูกค้า และดูแลระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงาน

 

แต่แล้วฉันก็ทนทำต่อไปไม่ได้ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับลูกค้ารายหนึ่ง ..ความใจร้อนของอากู๋ฉัน ทำให้ลูกค้าต่อว่าต่อขานฉันมาเป็นร้อยๆครั้ง ทั้งๆที่มันไม่ใช่ความผิดฉันเลย ในตอนแรกฉันคิดว่าปัญหาน่าจะจบลงด้วยดี ด้วยการรับผิดไปเอง แต่เรื่องก็ไม่จบแค่นั้นเมื่ออากู๋โบยความผิดนั้นกลับคืนลูกค้าไป และที่สำคัญ ลูกค้าที่ว่านั้น…รู้จักฉันมากกว่าอากู๋รู้จักฉันเสียอีก บทสรุปของเรื่องนี้ แม้ลูกค้าจะไม่เอาผิดฉัน ที่ทำเขาสูญเงินไปเป็นล้านๆ แต่ก็ไม่ยอมลงให้อากู๋ สุดท้ายก็ต่างคนต่างเดิน

ใจจริง ฉันก็อยากทำงานที่นั่นไปอีกสักพัก เพราะฉันก็ค่อนข้างเข้ากับคนที่นั่นได้ไม่เลว ไม่ว่าจะคนในออฟฟิตหรือในโรงงาน ฉันก็สนิทได้หมด ..แต่พอคิดดูอีกที ถ้ามีปัญหาอย่างว่าขึ้นมาอีก ฉันก็คงโดนโบยขี้อีกแน่ๆ เพราะงั้นเผ่นเหอะ

 

แม้ปัจจุบันฉันไม่ได้ทำงานที่นั่นแล้ว แต่ก็มักจะมีเสียงตามสาย มาให้ช่วยทำสิ่งเล็กๆน้อยๆเสมอ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง และไม่ทำฉันเดือดร้อน.. ฉันก็ยินดีช่วย 

 

(บ่นอีกล่ะ - ก็มันไม่มีไรจะอัพอ่ะ) 

 






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Hadley Wickham