Always head towards

May 26, 2008

ของขวัญ…

Filed under: Diary by emotion

จำได้ว่า เคยได้forward mailอันหนึ่ง เขียนเกี่ยวกับความหมายของ"อดีต"และ"ปัจจุบัน" ไว้ว่า..

… "อดีต"เท่ากับภาษาอังกฤษว่า PAST ส่วน"ปัจจุบัน"นั่นแปลว่า PRESENT ซึ่งในความหมายอีกแง่หนึ่ง มันก็สามารถแปลได้ว่า"ของขวัญ" …

 

 

"อดีต" สำคัญมากไหมกับชีวิตใครคนหนึ่ง..?

ฉันว่าสำคัญนะ เพราะหากไม่มีอดีต คนเราก็อาจจะไม่มีวันนี้ก็ได้ และมันก็เป็นความจริงที่ว่า คนเรากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้  สิ่งที่จะแก้ไขได้ เปลี่ยนแปลงได้ ก็คือ…ปัจจุบัน เท่านั้น!!!  ฉันเป็นมนุษย์ธรรมดาหนึ่งคน  ที่ไม่ยึดติดกับอดีต แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าฉันจะละทิ้งอดีตทั้งหมด  เพราะฉันก็ยังเชื่อว่าในอดีต  คนเราก็ต้องมีเรื่องที่ดีๆ เรื่องที่ประทับใจกันมั่งแหละ จะร้องไห้ จะดีใจ  จะเสียใจ หรือบ้าบอ  ยังไง …นั่นก็ทำให้เราเป็นเราทุกวันนี้

ก็อย่างที่บอกว่าสิ่งที่สำคัญกว่าคือปัจจุบัน สิ่งที่เราจะแก้ไขได้ก็คือปัจจุบัน แต่ทว่า..ถ้าเพียงช่วงเวลาหนึ่งผ่านไป ช่วงเวลานั้นก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว

 

พรุ่งนี้ก็คงเป็นอนาคต ที่เราเองก็คงบอกไม่ได้ว่าจะดีจะเลวยังไง แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น ..ทำปัจจุบันให้ดีก่อน ดีกว่าไหม?
 

May 14, 2008

ของเขาดีจริงๆ

เคยเขียนเรื่อง "Drawers of Memory - ลิ้นชักแห่งความทรงจำ" ของคุณอิทธิวัฐก์ สุริยมาตย์ โดยมูลนิธิเด็กไปแล้ว

 

แต่น..แต้น..แต๊น…

วันนี้ไปเดินเล่นร้านหนังสือมาอีกเช่นเคย กะจะไปหาหนังสือ"ชูกำลัง(ใจ)"มาอ่านสักหน่อย เพราะรู้สึกเหมือนไฟ(ในการทำงาน)จะเริ่มรี่ลงเรื่อยๆ เลยแวะเวียนไปมุมหนังสือที่เคยเจอหนังสือเล่มข้างต้น ..ตึก ตัก ตึก ตัก.. อ๊า! หนังสืออะไรเนี่ย หน้าปกเขียวปี๋ เพ็งมองดีๆอีกที เห็นแบบนี้ตัวเป้งๆเลย "อุดมสุข"   …ผลที่ได้รับตามมาคือ "เสียตังค์" และ "สุขใจ"

 

แต่ทว่า มันก็มีเรื่องที่ให้แง่คิด(อีกตามเคย)

ขออนุญาต ลองมาให้อ่านเป็นบางส่วนแล้วกัน ถ้าใครสนใจจริงจังแนะนำว่าให้ไปซื้อเก็บไว้ ตามสรรพคุณที่ระบุไว้หลังปกว่า

"อุดมสุขเล่มนี้      เปนการ์ตูนขนานเย็น
มีเนื้อหาสุขุมนุ่มลึก             อ่านแล้วชุ่มชื่นใจ
เหมาะมีไว้ประจำบ้าน
"

(พี่ค่ะ "เป็น"สะกดผิดค่ะ)

เรื่องที่ว่า คือ…

มีชาวบ้านอยู่กลุ่มหนึ่งออกเดินทางหนีความทุกข์ยากไปยังอีกเมืองที่สมบูรณ์ ภายในกลุ่มของพวกเขามีแต่เด็กและคนชราเสียส่วนใหญ่

ระหว่างทาง พวกเขาพบชายคนหนึ่ง ชื่อว่า "มุ่งมั่น" มุ่งมั่นก็กำลังจะเดินทางไปเมืองนั้นเช่นกัน

มุ่งมั่นเป็นคนมีน้ำใจ เขาจึงอาสาช่วยชาวบ้านถือของ ข้าวของสัมภาระที่เขาช่วยถือจึงเพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่า

เพราะความมีน้ำใจของเขา มุ่งมั่นจึงเป็นที่รักใคร่ของทุกๆคนในกลุ่ม แต่กลับกลายเป็นว่า

..ยิ่งเป็นที่รักมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งต้องแบกรับภาระของคนอื่นๆมากขึ้น และมากขึ้นเท่านั้น..

ทำให้การเดินทางของมุ่งมั่นยิ่งช้าลง…..   ช้าลง…..    และ….. ช้า….. ลง 

และในที่สุด "โครม!" มุ่งมั่นก็แบกมันไม่ไหว

เขาร้องไห้ออกมา.. ไม่ใช่เพราะความเจ็บ แต่เพราะไม่สามารถช่วยคนอื่นได้

ความคาดหวังของคนอื่นมันช่างมีมากเหลือเกิน คนคนเดียวไม่สามารถแบกรับภาระทุกอย่างไว้ได้

มุ่งมั่นเริ่มตะหนักว่า สิ่งที่เขาทำอยู่ มันไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา เขาจึงคิดค้นประดิษฐ์เครื่องทุ่นแรง (ซึ่งก็คือรถเข็น)

เมื่อมาเห็น ทุกคนก็ชื่นชอบสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ทุกคนจึงนำของมาใส่ เมื่อใส่จนเต็ม ทุกคนก็พร้อมออกเดินทาง (โดยไม่มีสักคนคิดจะเข็น ทิ้งไว้ให้มุ่งมั่นเข็น)

มุ่งมั่นจึงเริ่มเข้าใจว่า มันไม่ใช่อย่างที่เขาคิด เขาจึงได้ลงมือสอนวิธีการสร้างรถเข็นให้คนในกลุ่ม

แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไป ไม่นาน..ทุกคนก็มีรถเข็นของตัวเอง

หลังจากนั้น…  ทุกคนก็ออกเดินทางต่อไป

 

ขอไม่สรุป ให้ไปคิดกันเอง หากยังคงสงสัย ก็แนะนำให้ไปหามาอ่านดู

 

***ปล. คัดลอกมาจากบางตอน ของหนังสือ "อุดมสุข เล่ม๒ ตอนศาลาคนสุข"

May 1, 2008

อยู่..

Filed under: Diary by emotion

เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา แวะไปเดอะมอลล์เพื่อจ่ายค่าบัตรเครดิต หลังทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว ท้องก็เริ่มจะหิว เลยเดินตรงรี่เข้าฮะจิบังที่อยู่ใกล้ๆ

ไม่รอช้า (เพราะรู้ว่าบริการของสาขานี้นั่นดีขนาดไหน เหอะๆ) สั่งทันทีเมื่อพนักงานเดินผ่านโต๊ะ 

 

"เกี๊ยวเซ็ท 1ค่ะ"..ฉันหันไปบอกพนักงานที่มารับออเดอร์ (ดูๆแล้วท่าจะเป็นผู้จัดการร้าน)
"…" พนักงานไม่ตอบอาไร จดๆลงไป แล้วก็เดินไปเลย (ก็บอกแล้วว่าบริการดี ขนาดผู้จัดการร้านยังขนาดนี้ พนักงานที่เหลือจะเป็นไงล่ะ)

 

หลังรอมาสักพักหนึ่ง อาหารที่สั่งก็เริ่มทยอยมา เกี๊ยวซ่า และโค้ก 1 แก้ว ..(แปลกใจเล็กน้อย ที่มันเสิร์ฟเร็วขึ้น) และตามมาด้วยบะหมี่

สำหรับชุดเกี๊ยวเซ็ทนี้ เคยกินได้เร็วสุด คือหมดใน10นาที …กรุณาเคยย้ำถามว่า "เมื่อกี้เรียกกินเหรอ

ในขณะที่กำลังนั่งดูดโค้ก(หลังกินทุกอย่างหมดแล้ว) ซูดด..ซูด อยู่ ก็ได้ยินเสียงเด็กโต๊ะใกล้ๆ ดังมา เป็นบทสนทนาระหว่างพ่อ-ลูก ที่ตอนแรกไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไหร่

เด็กหญิงน้อย อายุราวๆ6-7ขวบ ทำท่ากินน้ำจากแก้วเปล่าใบโต ที่มีน้ำแข็งและน้ำเปล่าเทอยู่ครึ่งแก้ว แล้วหันมาตั้งคำถามกับคุณพ่อของเธอ ซึ่งกำลังดูดบะหมี่อยู่

 

เด็กน้อย: "คุณพ่อค่ะ คุณพ่อ  หนูกินน้ำอะไร"
คุณพ่อ : "น้ำเปล่าไงค่ะลูก" (เงยหน้าจากชามบะหมี่เพื่อมาตอบคำถามอยากรู้อยากเห็นของเด็กน้อย ก่อนจะหันไปดูดบะหมี่ต่อ)
เด็กน้อย: "ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่ คุณพ่อดูอีกทีสิ" (เด็กน้อยถามใหม่ พร้อมกับท่ากินน้ำอยู่ของเธอ)
คุณพ่อ :  "อืมมม น้ำเปล่าไงค่ะ"
เด็กน้อย: "ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่"
คุณพ่อ : "อ๋อ หนูหมายถึงน้ำแข็งเหรอลูก"
เด็กน้อย: "ไม่ใช่อ่ะ คุณพ่อดูใหม่นะค่ะ หนูจะทำให้ดูใหม่"
คุณพ่อ : "ก็น้ำเปล่ากะน้ำแข็งไงค่ะลูก" เมื่อเด็กน้อยยังคงส่ายหน้า "ไหนหนูบอกพ่อสิ ว่าหนูกินน้ำอะไร"

…เด็กน้อยยกแก้วขึ้นดื่มอีกครั้ง ก่อนที่จะหันมาเฉลยคำตอบให้กับคุณพ่อที่ทำหน้างงๆ

เด็กน้อย: "หนูก็กินน้ำอยู่ไงค่ะ"

 

ตอนเด็กน้อยตอบ ฉันได้แต่แอบอมยิ้มและกลั้นหัวเราะไว้ ใจหนึ่งก็แอบคิดว่า..ต่อจากฉากนี้ไป คุณพ่อจะทำยังไง???

แต่ไม่ไหวล่ะ ขอออกไปขำนอกร้านซะก่อนท่าจะดีกว่า ก๊ากกกๆ ฮ่าๆๆๆ 

 

 






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Hadley Wickham