Always head towards

November 27, 2007

ดอยอินทนนท์ ..ภาคประถม

ปกติเข้าไปอ่านที่ พันทิป ห้องBP อยู่บ่อยๆ แบบว่าเห็นหลายๆคนเข้ามาเขียนReviewทริปตัวเองแล้ว(แอบ)ชื่นชม

"ความพยายามเป็นเลิศ" ..เพราะเหมือนจะติดReviewทริปตัวเองอยู่หลายอันล่ะ -*-

ล่าสุดกับทริป 2 วัน 3 คืน สู่เมืองเชียงใหม่ …เล่นเอาเหนื่อย(Shift-หาย) แถมโดดงานไปด้วยอีกวัน(จุดนี้เรื่องเล็ก)

ออกเดินทางด้วยรถทัวร์บริษัทนครชัยแอร์ พร้อมระบบนวดที่เก้าอี้(ที่ไม่ค่อยจะมีประโยชน์เท่าไหร่) แต่เรื่องบริการ…ผ่าน

สำหรับ"เชียงใหม่" …ไปมาแล้วรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ ปีนี้น่าจะครั้งที่3 (เดี๋ยวเดือนหน้าก็จะมีอีก2ครั้ง ..จะไปทำไมบ่อยๆ) ทริปนี้แกมบังคับหัวหน้าทริปว่าจะไป"ดอยอินทนนท์"

เริ่มต้นออกจากที่พัก ด้วยรถโตโยต้า Soluna ที่เช่ามาจากNorthWheels ด้วยราคา 1200บาท/วันถ้วน พร้อมน้ำมันเต็มถัง ออกเดินทางจากถนนเรียบคลองชลฯมุ่งหน้าสู่อำเภอแม่แจ่ม

ก่อนทางขึ้น เรียบมากกกก..

 ขึ้นเขาแล้ววว โค้งงงงง

เริ่มต้นกันที่ยอดดอยอินทนนท์ อากาศดีมากกกก ..ฟ้าใสกิ๊กเลย ทันทีที่ถึงบริเวณยอดดอยก็จะเห็นป้ายแบบนี้ (มีหลายอันมาก)

สูงสุดแดนสยามล่ะเจ้า

และป้ายนี้ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด ฮ่าๆ

โรคหัวใจกำเริบ แพ้อากาศหนาว อยากมาติดอยู่ดอย อิอิ

เดินเล่นยอดดอยกันพอให้หายเหนื่อย เราก็จะเห็นป้ายนี้ เหมือนเป็นสัญลักษณ์(ที่ต้องถ่ายรูปเก็บไว้) ..ก็บอกแล้วว่าป้ายนี้มีเยอะ ฮ่าๆ

สูงสุดดดดดด

ส่วนนี้ เป็นหญ้าหอม อยู่ใกล้ๆจุดขายของที่ระลึก เอามือไปลูบๆหน่อย ก็จะได้กลิ่นหอมๆติดมือมา แต่ถ้าลูบแรงไป ก็อาจจะได้กลิ่นอื่นนะ

หญ้าหอมมมม

ต่อด้วยการไปเดินป่ากันนิดหนึ่ง เป็นป่า"หิมาลัย"อย่างย่อมๆ หรือที่รู้จักกันว่า "เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา" แวะไปกราบไหว้ "ศาลเจ้ากรมเกียรติ"กันด้วยล่ะ

ธรรมชาติเขียวๆ

 เขียวๆ ธรรมชาติ

แล้วเราก็ลงมานิดหนึ่ง เพราะสถานที่ที่อยากไปมากกกกกกกกกที่สุดบนดอยอินทนนท์ตั้งแต่ยังอยู่ที่นู่นก็คือ "กิ่วแม่ปาน" ซึ่งหัวหน้าทริปอนุญาตให้แค่ลงไปถ่ายรูปได้เท่าไหร่ ฮือๆๆๆ T-T สอบถามจากเจ้าหน้าที่ ได้ความว่าต้องจ้างไกล์ซึ่งเป็นชาวเขาแถวนั้นพาเดินไป ใช้เวลาในการเดินทางสู่กิ่วแม่ปานประมาณ2ชั่วโมงครึ่ง ..เพิ่มบรรยากาศรอบๆมาให้ดู

เก็บไว้ดูให้สะท้อนใจเล่น ฮือๆ  เนี่ย บรรยากาศประมาณเนี่ยเลย

ทางสูงลาดชัน วันหมอกลง

 บริเวณลานจอด ฮ.

ลงมาอีกนิดหนึ่ง แวะไหว้พระธาตุ จริงๆจะมีพระธาตุพ่อและแม่ แต่พระธาตุพ่อกำลังอยู่ในระหว่างซ่อมแซม เลยถ่ายมาแต่พระธาตุแม่

พระธาตุแม่

บรรยากาศรอบๆพระธาตุ

ก่อนจะลงมาแวะ "น้ำตกวชิรธาร" แล้วรีบกลับเพราะเดี๋ยวจะไปบ้านถวายไม่ทัน

น้ำตกวชิรธาร

และปิดท้ายทริปนี้ ด้วยภาพโอเว่อร์ๆ ที่ทำจากPhotoshop แบบมั่วๆ แล้วเจอกันใหม่เร็วๆนี้นะ "ดอยอินทนนท์"

อยากติดอยู่บนดอยจังก๊าบบบบบบ

 

 

 

 

 

"ขอให้สันติภาพจงมาสู่โลก"

และภาพนี้ จากวัดอุโมงค์จ๊ะ

November 11, 2007

Drawers of memory

ตั้งแต่กลับมา สิ่งที่ชอบและได้ทำมากที่สุดมีอยู่ไม่กี่อย่าง

ถ่ายรูป ..กิจกรรมยามว่างที่โปรดปรานที่สุด แม้ไม่มีเลนส์wide ก็หาเรื่องถ่ายไปได้เรื่อยๆ ถ่ายแล้วก็เก็บไว้ดูเป็นเหมือนสมบัติส่วนตัวทางสายตาและในความทรงจำ ถ้าวันไหนเห็นแต่งตัวแนวๆ ประเภทเสื้อยืดพับแขน กางเกงเซอๆ และรองเท้าคู่เก่ง พร้อมกระเป๋าอีกใบ นั้นล่ะแปลว่า"จะไปถ่ายรูป" แต่อย่ากระนั้นกระนี้เลย ถ้าฟ้าเปิดๆ มีแสงหน่อย และมีเลนส์wideด้วย ก็แจ่มไปเลย

แต่ในหลายๆครั้ง ฟ้ามืด ฝนตั้งท่ามาแต่ไกล แถมอารมณ์ไม่ติสต์เอาซะเลย ก็เปลี่ยนกิจกรรมมาเป็นนอนอ่านหนังสือ หรือเดิน(อ่าน)เล่นในร้านหนังสือแทน บอกตามตรงได้เลยว่าเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ โดยเฉพาะประเภทมีแต่ตัวอักษร แค่เหลียวตาผ่านไปดูก็ปวดกระโหลกจะแย่ล่ะ (สาธุ! เรียนจบมาได้)

ตอนนี้เลยมีหนังสือเล่มโปรดในดวงใจ พร้อมคนเขียนที่น่าประทับใจล่ะ "หนึ่งคน"

มีคนเคยพูดว่า "หนังสือปกสวย ข้างในอาจจะแย่ แต่หนังสือปกแย่ ข้างในอาจจะแย่กว่า" (ฮ่าๆ)

หนังสือเล่มโปรดของฉันตอนนี้ คือ "Drawers of memory" หรือ ลิ้นชักแห่งความทรงจำ เขียนโดยคุณอิทธิวัฐก์ สุริยมาตย์ โดยสำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก ราคา135บาทถ้วน(สำหรับท่านไม่สมาชิก)

จะว่าไปมันเป็นหนังสือที่ไม่ได้สะดุดตาอะไรฉันเลย (จริงๆแล้วฉันอาจเดินผ่านมันมาหลายรอบแล้วก็ได้) ในบรรดาหนังสือที่ถูกเรียงกันเป็นตับ (ม้าม และหัวใจ) ฉันเลือกหยิบหนังสือเล่มนี้ เพียงเพราะชื่อหนังสือ ใจก็นึกว่า "อยากได้หนังสือสักเล่ม ที่อ่านแล้วไม่เครียด" หลังหยิบมาเปิดอ่านอยู่พักหนึ่ง (อ่านฟรีนั้นแหละ) ฉันก็เลยหยิบเอามันไปจ่ายตังส์ เพราะคิดว่ามีหนังสือเล่มนี้ที่ตู้หนังสือของฉันก็คงจะดี เหมือนมีฮวงจุ้ยอะไรเบาๆไว้แก้เครียด

 

"ลิ้นชักแห่งความทรงจำ" ของคนเราคงไม่เหมือนกัน ข้างในก็คงมีเรื่องราวที่แตกต่างกัน หากแต่ถ้าวันนี้เรากำลังรู้สึกแย่ๆอยู่ ก็ลองเปิดเอาช่วงความทรงจำดีๆออกมาให้กำลังใจตัวเองดูบ้าง และถึงความทรงจำบางเรื่องอาจจะเจ็บปวด แต่นั้นก็จะเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจเรา "เมื่อตอนนั้นเราทุกข์ แต่เราก็ยังผ่านมาได้ แล้วทำไมตอนนี้จะไม่ได้ล่ะ"






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Hadley Wickham