Always head towards

May 30, 2007

ลมหนาวพัดมาแล้ว..

Filed under: Diary by emotion

หลังจากปล่อยให้ใบไม้ล่วงหล่นมาเป็นเดือนๆ ..และแล้ว..ฤดูใบไม้ล่วงก็กำลังจะหมดไป และลมหนาวกำลังพัดเข้ามาแทนที่

 

2-3วันที่ผ่านมา อากาศอุ่นๆที่อุณหภูมิ 22องศา ..แต่เมื่อคืนนี้ฝนตกลงมาหนึ่งซู่ อากาศเปลี่ยนเลย ..วันนี้อากาศเหลือ 12องศา พร้อมคำพยากรณ์ว่า มีลมพัดแรง(windy)

เขาว่ากันว่า "หนาวเนื้อห่มเนื้อ จึงหายหนาว"นะ ..คิกๆ ..แต่วันนี้ เป็นวันเหน็บหนาว ที่หัวใจอบอุ่น

 

กำลังเครียดกับเรื่องเรียน และอนาคต ..จะไม่แวะมาสักพักนะ แต่ยังรักบล็อกและคนอ่านเหมือนเดิมจ๊ะ

 

ปล. ไม่ลืมหรอกว่า ..เมื่อลมหนาวพัดกำลังจะพัดผ่านไปที่แห่งนั้น ..ฉันจะกลับไปที่นั่นอีก เป็นคำสัญญานะ ..ณ ที่แห่งนั้น มันไม่ได้มีความเจ็บปวดอย่างที่หลายๆคนเข้าใจหรอกนะ แต่เป็นที่ๆฉันสุขใจเมื่อนึกถึงมากกว่า^^

May 23, 2007

หากวันนี้ยังรัก…

Filed under: Diary by emotion

อ่ะแฮ่ม.. ไม่ได้กำลังจะเขียนนิยายน้ำเน่าหรือน้ำดีอะไร แต่"หากวันนี้ยังรัก…"เป็นชื่อหนึ่งในForward Mailที่ได้รับมาจากเพื่อนคนหนึ่งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ((ถ้าคนส่งมาแวะมาอ่านคงรู้ตัวแล้วนะ คิกๆ))

เนื้อหาของเมลล์ฉบับนี้::

ในที่สุดเขาก็กลับมา….
เหมือนอะไรมันจะดีขึ้น แต่ความเป็นจริงมันก็ยังคงเดิม
เรื่องที่เสียใจก็ยังคงเป็นเรื่องเดิมๆที่เคยทะเลาะกันตั้งแต่แรกเริ่ม
เธอไม่เคยปรับปรุงมัน เพราะยังคงใช้เหตุผลเดิมๆว่า"จำเป็น"
ฉันก็ยังคงเสียใจไม่เคยเปลี่ยน เพราะมันก็เป็นเรื่องที่ "จำเป็น"

เรายังคงมีเหตุผลของเรา เธอ"เหนื่อย"ที่จะต้องอธิบายมันทุกๆครั้ง
ในขณะที่ตัวของฉันเองก็รู้สึก"เหนื่อย"ที่จะต้องยกประเด็นเดิมๆมาทะเลาะด้วย
นานวันไป ฉันเองก็ต้องเป็นฝ่ายที่ถอดใจ ปล่อยเรื่องนั้นไป ทั้งๆที่ยังคาใจ

ในเมื่อเราเลือกที่จะรัก ก็ต้องทำใจกลับผลที่ตามมาเช่นกัน
หากไม่เจ็บปวด เราก็คงไม่รู้จักคำว่า"ความสุข"
อีกอย่าง…การที่เรายังมีเขามันก็เป็น "ความสุข"…เช่นกัน

ในเมื่อคิดจะอยู่ด้วยกัน เราก็ต้องยอมปรับเข้าหากัน

ความรักบางครั้ง คำว่าคนละ "ครึ่งทาง"มันก็เป็นเรื่องที่สำคัญ
แต่หากบางครั้งมันไม่ใช่คำว่า"ครึ่งทาง" เราเองก็ต้องยอมเดินเข้าไปหาเขาเอง
หากเขาน้อย เราก็ควรจะเป็นฝ่ายมาก เพื่อเติมเต็ม….แต่ไม่ใช่เขามากแล้วเราจะน้อยลง
มากในความใส่ใจ เข้าใจ และเห็นใจ น้อยในความน้อยใจ และไม่พอใจ
ในเมื่อเราเลือกจะมีเขา ในเมื่อเขาคือสิ่งที่เราต้องการ
เราจึงต้องยอมที่จะรักษามันไว้ทุกทาง….. มันก็เหมือนสร้อยเพชรเลอค่า ที่อยู่บนคอเรา
หากมีใครคนนึงพยายามเอาสร้อยเพชรของเราไป
มันก็ไม่แปลกที่เจาจะต้องยื้อและทำทุกทาง เพื่อรักษาสร้อยเพชรเส้นนั้น
หากแต่การรักษาไว้ซึ่งสร้อยเพชรต้องแลกกับชีวิตที่คนๆนั้นกำลังขู่ฆ่าเรา

เราก็จำเป็นต้องปล่อยมันไป… เพราะชีวิตของเราสำคัญกว่า

หากวันนี้เขาเป็นคนทำร้ายใจเราจนเจียนตาย……ความรัก กำลังจะฆ่าคุณ
คุณก็จำเป็นต้องปล่อย"ความรัก"นั้นไป….เพราะหัวใจเราสำคัญกว่า

 

..อ่านแล้วรู้สึกยังไง ..ฉันว่ามันค่อนข้างตรงกับเรื่องของฉันทีเดียว และมันก็ตรงมากๆกับประโยคที่ว่า "ปล่อยความรักนั้นไป"

ใช่..ฉันปล่อยความรักนั้นไปแล้วล่ะ ในเมื่อมันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องเก็บไว้ เพราะมีแต่รั้งให้ตัวฉันเสียใจไปวันๆ เหนื่อยใจไปวันๆ ภาพความทรงจำในอดีตยังไงก็เป็นแค่ในอดีต มันไม่ใช่ปัจจุบัน มันไม่ใช่อนาคต และที่สำคัญ..มันไม่ได้มีความหมายทั้งชีวิตของเรา

ฉันเคยถามเขาก่อนจะตัดสินใจปล่อยเรื่องราวทุกอย่าง ว่า"ถ้าเขาเลือกได้ เขาจะเลือกอยู่แบบไหน" เขาตอบฉันว่า"เราต้องเลือกที่จะไม่ทำผิดอีก" ..ฟังดูตลกไหม เขาพูดราวกับว่าการคบกันของเราเป็นเรื่องที่ผิดมาก ทั้งๆที่เป็นตัวเขาเองที่เดินกลับมา ความรู้สึกฉันตอนนั้น ไม่รู้ว่าจะร้องไห้หรือหัวเราะดี

..วันนี้ ฉันไม่ได้จะมาเขียนเล่าเรื่องราวเก่าๆหรอก แค่อยากบอกเพื่อนๆบางคนที่ยังจ่มตัวเองกับเรื่องในอดีตและยังไม่กล้าที่จะยอมรับความจริงว่า "มันไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตหรอกนะ อดีตหอมหวานก็จริง แต่ไม่ใช่ปัจจุบัน วันไหนที่ทำใจยอมรับได้แล้ว วันนั้นแหละที่จะไม่เจ็บปวดอีก"

 

Don’t let the past holds your back …….จำไว้นะ ^^

May 18, 2007

ชีวิตเหมือนการเดินทาง - Bobbin Head

Filed under: Post..post, Journey

เขาว่ากันว่า "ชีวิตเหมือนการเดินทาง"

ฉันก็ไม่รู้หรอกว่า มันจริงรึเปล่า แต่ถ้าเป็นยังงั้นจริง ..เราคงเดินทางกันทุกวัน

การเดินทางท่องเที่ยว ในความรู้สึกของฉัน มันเป็นเหมือนการเรียนรู้ และในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งเสพติด((ที่น่าติดมากๆ)) ..ฉันหลงใหลการเดินทางท่องเที่ยวมาแต่ไหนแต่ไร อาจเพราะที่บ้านชอบพาไปไหนต่อไหนมาตั้งแต่เล็กๆ พอโตขึ้น..ฉันก็เริ่มกระสันอยากเที่ยวด้วยตัวเองดูบ้าง ซึ่งเป็นอะไรที่สนุกพอตัวทีเดียวล่ะ((หลังจากได้ลองไปมา))

ฉันเริ่มติดเจ้าD80ซะแล้ว เพราะไม่ว่าจะไปไหน ฉันมักเอามันติดตัวไปด้วย ประหนึ่งแฟนเลยทีเดียว((ทีสำคัญมันไม่เคยทำฉันเสียใจ เว้นแต่ฉันถ่ายรูปออกมาไม่สวยเอง -*-)) และในทริปล่าสุด ฉันก็ไม่ลืมที่จะพกมันไป

 

.."น้องเหมียวๆ วันอังคารนี้มีเรียนรึเปล่า" เสียงป๊าโหน่งดังมาจากในครัว
.."มีป๊า มีProject Managementชั่วโมงหนึ่ง ตอนบ่ายๆ" ฉันตอบ ก่อนโผล่หัวเข้าไปในครัว
.."ป๊าจะชวนไปเที่ยวนะ น้องเหมียว" เสียงพี่ดาวบอก ตัดความสงสัย
.."ไปไหนเหรอพี่" ฉันถาม เพราะต้องชั่งใจก่อนว่าคุ้มไหมที่จะไป

 

"Bobbin Head" คือที่ๆฉันไปมา ที่นี่จัดเป็นหนึ่งในNational Parkที่ค่อนข้างตั้งอยู่ในเขตตัวเมืองทีเดียว เพราะห่างจากบ้านฉันไปแค่ครึ่งชั่วโมง ..ฉันตกปากรับคำพี่โหน่ง-พี่ดาว เพราะคำยืนยันว่ามีวิวสวยๆ และที่สำคัญมันเป็นการทดลองทริปสั้นๆสำหรับรถคันใหม่ของพวกพี่ๆ ก่อนที่เราจะขับข้ามรัฐในอีก1-2เดือนข้างหน้า

รถคู่ใจ 

ก่อนเดินทางหนึ่งวัน พี่ดาวนั่งเขียนListสำหรับของที่จะเอาไปด้วย แปะเต็มประตูหน้าห้องครัว ((-*- กันลืมสุดฤทธิ์)) แน่นอนว่า"กองทัพต้องเดินด้วยท้อง"..พี่ดาวจัดการเสบียงไว้สำหรับ5คน ทั้งๆที่ไปกันแค่3คนแค่นั้น เราแวะซื้อหมูแดง-หมูกรอบ-เป็ดย่าง ไปด้วย ..ส่วนพี่โหน่ง ขนเบ็ดตกปลาและจักรยานคันเก่งขึ้นรถ ..ระหว่างขนสัมภาระขึ้นรถ ฉันได้ยินเสียงเหมือนมีขวดแก้วด้วย แต่ไม่ได้เอะใจ นึกว่าเป็นขวดน้ำจิ้ม

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ถึงแล้วจุดหมายปลายทาง "Bobbin Head" อากาศเป็นใจมากๆ ฟ้าใส มีไอเย็นนิดๆ

Bobbin Head

เราจอดรถเพื่อเอาอาหารเข้าท้อง (("เอาอาหารเข้าท้อง แปลว่า กินเข้าไป..เยอะมากๆ")) ก่อนจะเริ่มออกเดินเล่น Bobbin Head ถือว่าเป็นป่าธรรมชาติที่ค่อนข้างสมบูรณ์ทีเดียว เพราะมีป่าชายเลนค่อนข้างใหญ่ และอุดมไปด้วยปูน้อยกล้ามแดง

 

ระหว่างทางเดิน ฉันก็ถ่ายอะไรไปเรื่อยเปื่อย ..แต่ใจลึกๆก็คิดว่าถ้ามีเลนส์ดีๆอีกสักตัว คงจะแจ่ม ..พูดแล้วเกิดกิเลสเลยแหะ

ใต้ต้นไม้ใหญ่ในฤดูใบไม้ล่วง ทางเดินชมป่าชายเลน

ดอกไม้ริมทาง ให้อาหารนก.. และเป็ด

ในระหว่างที่ฉันไปเดินเล่น พี่โหน่งงัดเบ็ดออกมาตกปลา ((เผยโฉมกันนิดหนึ่ง คนตกปลาปลอมๆและจริงๆ))

คนนี้..พี่ดาว  คนนี้.. พี่โหน่ง คนตกปลาตัวจริง..เสียงจริง

ระหว่างที่รอพี่โหน่งฝึกซ้อมฝีมือตกปลา ฉันก็ไปนอนเล่นที่ท่าเรือ น้ำลึกมาก…ก เลยถอดรองเท้ากะเอาเท้าจุ่มซะหน่อย แต่ในระหว่างที่จะหย่อนขาลงน้ำ ตาอันเลือบไปเห็น"แมงกระพรุน"เป็นฝูง …เป็นฝูงเลย

มุมเหงาๆ ของรองเท้าคู่หนึ่ง แมงกระพรุน

ปิดท้ายทริปนี้ ด้วยการที่พี่โหน่งตกปูได้หนึ่งตัว ..ใหญ่มาก แล้วฉันก็ได้รู้ว่าเสียงขวดที่ฉันได้ยินตอนเก็บของขึ้นรถคือเสียงขวดเบียร์ของพี่โหน่งนี่เอง ((-*- มิน่ามันหนัก ขอจิบหน่อยดิ))

เรากลับบ้านหลังจับปูตัวนั้นได้ ..จะว่าไปฉันก็สงสารมันนะ ไม่ว่าจะปลา จะปู ..ฉันก็ไม่กล้าจะจับเองอ่ะ แต่มื้อค่ำวันนั้น "ปูนึ่งก็อร่อยอย่าบอกใครเชียว"

ปูจ๋า

..อโหสิกรรมนะคร้าบบบ

May 9, 2007

ทางเลือก…มีนะ

Filed under: Diary by emotion

..ต่อจากเมื่อวาน จริงๆตั้งใจว่าจะเอาไว้เขียนปิดท้ายแต่ดันลืม หลับไปหน้าตาเฉย ((จุดนี้ต้องขอบคุณ "ไบโซลวอน เอ็กซ์" ..กินไปแล้วง่วงเลย เง้อ.. -*-))

หลังจากที่ไปดูไอ้แมงมุม3มาเมื่อวาน อีกจุดหนึ่งที่หนังพยายามเน้นย้ำ คือ "ทางเลือก"

หนังเอามนุษย์ทรายมาเป็นตัวเอกในเรื่องนี้ (ในเรื่อง)มนุษย์ทรายเลือกที่ปล้นเงินเพื่อเอาไปรักษาลูกสาวที่ไม่สบาย ..ฟังดูก็เดาได้ไม่ยากว่าหมอนี่ไม่ได้มีเจตนาร้ายกับใคร เขาแค่ต้องการช่วยลูกสาวเขา แต่ถามว่า..จำเป็นไหมที่ปล้นเงินคนอื่น และสุดท้ายก็เป็นสาเหตุการตายของลุงแซม(ลุงของParker)

หลายๆครั้งที่คนเราใช้ชีวิตเหมือนกับว่า"ก็มันไม่มีทางให้เลือกแล้ว" หรือบางทีก็ "โดนบังคับให้เลือก" ..ซึ่งบางครั้งฉันก็รู้สึกว่ามันเป็นข้ออ้างหรือคำแก้ตัวดีๆเอง และในหลายๆครั้ง ฉันก็คิดไปว่า..ทำไมคนเราถึงจะไม่มีทางเลือกล่ะ

ก่อนที่จะคิดไปว่า"ไม่มีทางเลือกล่ะ" ลองหยุดถามตัวเองดูสักทีก่อนไหมว่าจริงๆแล้ว"เราไม่มีทางเลือก" หรือ "เราไม่ได้มองทางเลือกอื่น"

 

..ถ้ามีทางเลือก แล้วยังจะเลือกได้ไหม

 

 

 

ปล.ช่วงนี้ไม่มีเหตุอันใดสำคัญ ไม่ต้องโทรมาเน้อ ..งดรับสาย เพราะไม่มีเสียงจะตอบ แหะๆ หวัดลงคอ แหะๆ -"-

May 8, 2007

สิ่งที่ยากที่สุดคือ..

Filed under: Diary by emotion

วันนี้สปอยตัวเองหนึ่งวัน หลังจากเหน็ดเหนื่อยแทบตายมาได้2อาทิตย์กว่าๆ..

**แทบตาย แปลว่ายังไม่ตาย แค่มีอาการน็อคเอาท์ หลับไม่รู้เรื่อง เบลอๆ งงๆ และตามต่อมาด้วยไม่สบาย -*-

 

วันนี้ชักชวนพี่ๆที่บ้านไปดู Spider Man 3 มา ..สนุกใช้ได้ คือ ไปดูแล้วไม่เสียดายตังค์ ไม่เสียดายเวลา หนังนานผิดคาดไปหน่อย ยาวเกือบ3ชั่วโมง ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเป็นเพราะโฆษณามากกว่า

ไอ้แมงมุม ยังไงก็เป็นไอ้แมงมุมอยู่วันยังค่ำ ..ก็ยังเป็นมนุษย์ปถุชนธรรมดา..ธรรมด๊า มีด้านดีและด้านไม่ดี เหมือนคนเราทั่วๆไป

ประทับใจอะไรเป็นพิเศษไหม.. อืมม ก็คงเป็นส่วนที่เขาใส่มาในหนังมากกว่า ((เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเขาคงไม่ใส่มา จริงมะ)) เช่น..

..อย่างแรก หนังบอกว่า ไอ้แมงมุมก็เป็นเหมือนคนธรรมดาทั่วไป ที่บางครั้งก็ลืมตัว บางครั้งก็หลงไหลไปกับอะไรบางอย่าง จนทำให้มีเรื่องเลวๆร้ายๆตามมา ในหนัง..ไอ้แมงมุมหลงความเป็นฮีโร่ของตัวเอง จนลืมและทำร้ายคนที่ตัวเองรักอย่างไม่รู้ตัว

..อย่างที่สอง "ความแค้น" ไม่เคยให้ผลดีกับใคร และในบางครั้งมันก็นำมาซึ่งผลร้ายด้วย ไอ้แมงมุมแค้นที่ลุงแซมของเขาโดนฆ่า((ตั้งกะภาคแรก)) แค้นที่โดนบอกเลิกจากแฟนสาวที่หันไปมีคนอื่น((คือเพื่อนมันเอง)) ..ซึ่งเนื้อเรื่องสรุปไว้ให้แล้วว่ามันมีผลอะไรตามมามั่ง ไม่เว้นแม้แต่Harry ((เพื่อนสนิทไอ้แมงมุม ไม่ได้หมายถึง Harry Potter))

..อย่างที่สาม "ความเข้าใจ" บางครั้งคนเราก็มีมุมมองในแต่ล่ะเรื่องต่างกันไป และบางครั้งมันก็กลายเป็น"ความเข้าใจผิด"

..อย่างสุดท้าย((ที่ฉันเห็นในหนัง)) คือ "การให้อภัย" เขาว่ากันว่ามันเป็นสิ่งที่ยากที่สุดนะ และที่ยากกว่านั้นคือ "การให้อภัยตัวเอง" ไงล่ะ

 

 

…ทำได้ไหม






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Hadley Wickham