Always head towards

February 27, 2007

จักรยาน ..มันมีที่(ขี่)มาและที่(ขี่)ไป

ตอนเด็กๆ เวลาที่ฉันดูหนังฝรั่ง เห็นเด็กฝรั่งขี่จักรยานไปโรงเรียนแล้วฉันรู้สึกว่าโคตรเท่ห์..  และแล้ว… ฝันของฉันก็เป็นจริง ฮี่ๆ

ฉันเพิ่งได้มีโอกาสขี่จักรยานไปมหาลัยเมื่อวานนี้เอง เท่ห์เหอะ(ในความรู้สึก) ตอนไปมหาลัยจากบ้าน ใช้เวลาเบ็ดเสร็จ 7 นาที(รวมเวลาจอดรถจักรยานด้วยนะเนี่ย) ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก มันเป็นเนินลงเขา ระดับความชันประมาณ45องศาลาดลง..เท่านั้นเอง

จักรยานคันนี้ ถือว่าแพงที่สุดเท่าที่เคยซื้อมา หลังจากไปดูมาอาทิตย์ก่อนก็ตัดสินใจถอยมันออกมาเลย เป็นแบบMountain Bike ตามกฏหมายที่นี่ ถ้าขี่จักรยานแล้วจำเป็นต้องมีหมวกด้วย ..เอากะมันสิ ต้องซื้อหมวกเพิ่มอีก แล้วถ้าเราจะเอาไปจอดไว้ข้างนอก ก็ต้องมีที่ล็อคโช่เพิ่ม ..เอากะมันสิ

ถามว่า ตกลงแล้วซื้อไหม …ซื้อจ๊ะ ซื้อแม่งมันหมดเลย หมดไปถ้วนๆหลังจากต่อลองราคาอยู่นาน 420เหรียญ (เอาเครื่องคิดเลขขึ้นมากดสิ 420 x 27.61 เท่ากับเท่าไหร่ค่ะ) …แพงสาดๆ เลยไหมค่ะ

เมื่อขี่จากบ้านไปมหาลัยได้ ก็ต้องขี่กลับได้ด้วยจริงมะ ..เมื่อกี้บอกไปแล้วว่าทางลงเนินประมาณ45องศา แปลในทางกลับกัน แปลว่า "ทางกลับบ้านก็ขึ้นเนิน 45องศาเหนาะๆ" ..การขี่จักรยานที่นี่ ต้องถือคติ"อย่าไปอาย" ถ้าขี่ไม่ไหว ก็ลงมาจูงเอาซะ ดีกว่าปั่นขึ้นเนินไปแล้ว กลายเป็นถอยหลังลงซะงั้น (ดูรูปทางประกอบนะค่ะ)

ทางขึ้น และลง ..ปาดเหงื่อก่อนดีไหม

..แต่มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ไม่เท่ห์เอาซะเลยเหอะ -*-

หลังจากขี่ไป-กลับมาได้2วัน ก็เริ่มจะโอล่ะ มีคนบอกว่า กลับไปคราวหน้าคงไม่ใช่ล่ำแค่ตัวแน่ๆ ขาคงล่ำด้วย -*- วันนี้หลังจากนั่งเซ้งๆอยู่บ้านมานานสองนาน เลบลองขี่จักรยานไป NAtional Parkใกล้ๆบ้านมา ด้วยความสัตย์จริง เข้าใจว่า National Parkที่นี่ น่าจะคล้ายๆอุทยานแห่งชาติบ้านเฮ้า แต่หลังจากไปมาแล้ว ..กูคิดผิดถนัด

อวดโฉมจักรยาน

National Park ที่นี่ น่าจะแปลว่า"ป่าดงดิบ"มากกว่า อุตสาทำเท่ห์ด้วยการแบกกล้องไปด้วย ไม่ได้ถ่ายไรซะงั้นอ่ะ ทางข้างใน เข้าใจว่าคงมีคนไม่น้อย นิยมมาปั่นจักรยานกันแถวนี้ และเท่าที่เห็น(ก็ตามรูปอ่ะ) ทางแคบๆ ขี่สวนกันได้ไม่เกินสองคัน บางโค้งถ้าแหกไป ก็เตรียมเซย์กู๊ดบายกันได้เลย และบางเนินก็แทบไม่เห็นยอดเลยทีเดียว

ป่าดิบ..จริงๆนะ เส้นทางการปั่น

ไปปั่นมา ตามคำบอกเล่าของพี่โน่งและพี่ดาว(เจ้าของห้อง) พี่ช่างทำกันได้ ไม่เห็นมีเตือนกันมั่งเลยว่าทางเป็นเยี่ยงนี้ บอกแค่ว่า"อย่าลืมบีบเบรกมั่งนะน้อง" พร้อมรอยยิ้มแบบมีเลศนัย …ทำไมกูไม่เอะใจเลยว่ะเนี่ย

โค้งนี้ แหกไปก็บายเลยนะจ๊ะ ถ่ายไปเรื่อย

ปั่นๆไป เหนื่อยก็พัก ขี่ไม่ไหวก็ลาก ..ไม่เป็นไร ไม่มีคน อีกทั้งเรามีกล้องอยู่ เดินถือกล้องถ่ายรูปเนียนๆไป ..กลับบ้านล่ะ เหนื่อย ปั่นมาเป็นชั่วโมง -"- น่องปูดไหมว่ะ

อีกเส้นทางวิบาก ถ่ายตัวเองมั่ง เป็นที่ระลึก

February 17, 2007

ได้ฤกษ์ซะที

Filed under: Diary by emotion

อืมม.. ตามชื่อหัวข้อนั้นแหละ

ฉันหยุดเขียนบล็อคของตัวเองไปนานเท่าไหร่แล้วไม่รู้ ด้วยเหตุผลเดิมๆคือ ฉันยุ่ง ฉันไม่มีเวลา และฉันบลา บลา บลา… ฉันจำได้ว่าเปิดหน้าบล็อคขึ้นมาหลายต่อหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็กลายเป็นได้แค่หน้าเปล่าๆ ไม่มีตัวหนังสืออะไรเลยสักอย่าง และมันก็ถูกปิดลงในที่สุด

ช่วงนี้ถือเป็นช่วงเวลาเดียวที่ฉันจะแบ่งเบาภาระจากที่บ้านได้ ก่อนที่จะเปิดเทอมในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ด้วยการไปทำงาน ..และมันก็เป็นช่วงเวลาที่ฉันเหนื่อยสุดๆ ชนิดที่ว่าถ้าหัวถึงหมอนเมื่อไหร่ ฉันพร้อมจะหลับได้เมื่อนั้น หรือต่อให้ฉันนั่งเฉยๆก็เหอะ

หลายวันมานี่ ฉันกำลังรู้สึกผิดกับใครบ้างคน คนที่ดีกับฉันมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขา..เป็นคนที่ได้แต่เฝ้ามองฉัน โดยที่ฉันไม่เคยหันไปมองเขาเลย สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกผิดที่สุด คือเมื่อวันที่ฉันไม่มีใคร..เขาอยู่เป็นเพื่อนฉันตลอด แต่ในวันหนึ่งที่ฉันมีใคร ฉันกลับลืมเขาไป น่าแปลก ที่ความรู้สึกดีๆที่เขามีให้ฉันนั้น ฉันกลับสนองกลับเขาไม่ได้ ..เขาไม่โทษฉัน เขาว่าเขารู้ตัวเองว่าไม่คู่ควร ..ฉันก็ไม่โทษตัวเอง เพราะเชื่อว่านั้นเป็นสิทธิ์ของคนเรา ฉันให้เขาเป็นเหมือนเพื่อนที่แสนดีของฉันคนหนึ่ง

สิ่งที่ฉันเชื่อถือมาตลอด คือการรักษาคำพูด เคยมีคนพูดว่า"คำพูดที่ไม่รักษา ก็ไม่ต่างจากการปาทรายลงในน้ำ" ..แต่ฉันก็ไม่ได้รักษาคำพูดที่ให้ไว้กับเขา ว่าฉันจะมีเวลาให้เขาครึ่งวัน แต่ฉันมีอย่างอื่นต้องทำ ที่ในความเป็นจริงแล้วความสำคัญมันไม่ได้ต่างกัน ถ้าวันนี้จะยังไม่สายไป ฉันอยากให้เขารู้ว่าฉันขอโทษจากใจจริง แต่สถานะภาพระหว่างเราก็ยังคงเดิมต่อไป

เพื่อนฉันคนหนึ่งเคยบอกฉันบ่อยๆว่า "คนเราจะให้อยู่สูงแค่ไหน ก็ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่ดี มีโกรธ เกลียด หลง" มันชอบว่าว่าฉันทำตัวเป็นคนดีเกินไป ต้องหัดเลวซะบ้าง การทำเลวบ้าง ก็เหมือนกับการป้องกันตัวเอง ..มันบอก

เพื่อนฉันเป็นคนตรงๆ หลายๆคนว่ามันเป็นคนปากหมา แต่ฉันก็ชอบมันที่มันเป็นคนแบบนี้ ดูจริงใจ ไม่ต้องเสแสร้งใส่กัน ฉันยังเคยแอบคิดในใจเลยว่าถ้ามันมีแฟน แฟนมันจะทนมันได้ไหม …แต่กูอ่ะโอนะ ฮ่าๆ

หลังจากฉันออกมาใช้ชีวิตบนขาตัวเองอย่างเต็มข้อเมื่อ2อาทิตย์ก่อน ฉันบอกได้เลยว่าเหนื่อย แต่เต็มไปด้วยความสบายใจ ที่ไม่ได้เอาชีวิตไปพัวพันกับใคร เพื่อนหลายๆคนของฉันเข้าใจว่าการได้อยู่เมืองนอกเป็นเรื่องโก้หรู ฉันได้แต่ยิ้ม(แบบมีเลศนัย)เวลามันพูด แต่ในขณะเดียวกันก็กระยิ่มในใจว่า"ไปอยู่เอง แล้วมึงจะรู้ หึหึ" ตอนนี้ฉันโคตรเชื่อเลยว่าเพลงของพี่อัศนี-วสันต์อ่ะ..จริงสาดๆ "ใครว่าอยู่เมืองนอกสบาย"

ผ่านพ้นไปอีกวัน ที่โคตรเหนื่อย ในที่สุดฉันกก็ได้อัพบล็อคตัวเองสักที สบายใจล่ะ นอนได้…คร่อกกกก






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Hadley Wickham