ปาย - ประเทศไทย (จบ)
..หนีเที่ยวช่วงปีใหม่นานไปนิด บวกความขี้เกียจ ..กลับมาต่อล่ะ
คืนนั้นฉันไม่แน่ใจว่าหนาวแค่ไหน แต่ฉันจำได้ว่ามีคนดองเค็มกันต่ออีกวัน ฮ่าๆ ..เปล่านะ ฉันไม่ได้ว่าแกเลย อร น้อง
วันที่22 ธันวา …หนาวโคดๆ
ฉันตื่นนอนแต่เช้า อาจจะเพราะเมื่อคืนก่อนเราเข้านอนกันเร็ว ประมาณ4ทุ่มกว่าๆ ไอ้น้องมุดหัวมาชนฉัน เนื่องจากมันหนาว ซึ่งเมื่อคืนฉันกะอรเลยลงความเห็นให้มันนอนกลาง เพราะอุ่นสุด ในขณะที่น้องนอนเป็นแมวขดมาทางฉัน อรกลับนอนแน่นิ่งใต้ผ้าห่ม ประมาณว่า"ถ้าขยับกูจะหนาวตาย" เพื่อความแน่ใจฉันเลยออกมาสำรวจดูบริเวณรอบนอกที่พัก โอ้แม้เจ้า 5องศาเหนาะๆ บรือออ..หนาวมาก
ฉันไม่ได้โรคจิต แต่ฉันอยากเห็นพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าชะมัด ฉันว่าความรู้สึกที่ได้เห็นภาพแบบนั้นมันเป็นอะไรที่ดีมากๆ ฉันเปลี่ยนเสื้อผ้า ถือD80ออกไปยืนรออยู่ชั่วโมง แม่ง!หนาวShiftหาย จนในที่สุดก็ได้เห็นภาพที่ฉันอยากจะเห็น ในความรู้สึกลึกๆฉันมันพูดว่า "It’s good to be here. It’d be better to be with someone here." ในความรู้สึกฉันมันงามแต๊ๆเลยล่ะ แต่กลับเศร้าใจพิกลแหะ เฮ้ออออ..
จะ8โมงแล้ว ไอ้อรกะน้องยังคงนอนหมกอยู่ใต้ผ้าห่มกันอยู่ แต่ฉันหิวว่ะ ฉันเลยล็อคมัน2คนไว้ในบ้าน เพื่อขี่แมงกะไซด์ไปตลาด หนาวมากกกกก.. ฉันเลือกซื้อน้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ และข้าวเหนียม หมูทอด ไปเซ่นไหว้ 2ตัวนั้น กว่าจะองค์ลงได้ก็ปาเข้าไปเกือบ10โมง งานนี้มีคนดองเค็มอีกแล้ว หลังปล่อยให้มันสองคนทำสวยกันเสร็จ เราเลยไปท่องเมืองปายกันตามหนังสือท่องเที่ยว
ประเดิมด่านแรก ขี่แมงกะไซด์ไปไกลสุดๆ ที่"สะพานประวัติศาสตร์" เขาว่ากันว่าถ้าเห็นสะพานนี้เมื่อไหร่ ก็แปลว่ากำลังจะเข้าสู่เมืองปายในอึดใจแล้ว เราสามคนไปยืนแอ๊คถ่ายรูปอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนไปที่"ปาย แคนยอน" หรือ"กองแลน" ที่ทำให้เราเกิดอาการเสียววูบวาบกับทางเดินที่ชนิดที่ว่า "ต้องเดินโดยใช้สมาธิสุดๆ" ไม่งั้นมีหวังหล่นแอ๊กลงไป ไม่เหลือแน่ บรืออ..


หลังจากนั้นเราขี่มอไซด์ย้อนกลับ เพราะเป้าหมายต่อไปคือ โป่งน้ำร้อนท่าปาย และวัดพระธาตุแม่เย็น ..แต่ไม่รู้ขับกันแบบไหน เราสามคนขับกลับมาที่พักก๋าสะลองอีกครั้ง เอิ๊กๆ น่าจะมีGPRSว่ะ หลังจากจับต้นชนปลายถูก เราก็เริ่มสำรวจปายอีกครั้ง แวะที่แรกกันที่"วัดพระธาตุแม่เย็น" ที่ทางขึ้น-ลง ทำให้ฉันสะอึกเล็กน้อย กลัวว่าจะได้อีกแผล แต่ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ระหว่างทางขึ้นไปไหว้พระธาตุ เราแวะซื้อของสิ่งนี้จากป้าคนหนึ่งหน้าวัด ป้าแกอธิบายว่าเอาไว้ทำบุญ ได้ทั้งข้าว ได้ทั้งเงิน ถือเป็นฤกษ์ดี ..เอาดิ ชอบแหะ ความหมายดีแต๊ๆ


เขาว่ากันว่าจากจุดยอดบนวัดแห่งนี้ เราสามารถมองเห็นเมืองปายได้ทั่วๆ ฉันว่า..ก็เห็นได้ทั่วจริงๆอ่ะแหละ แต่บอกไม่ถูกเลยว่าอะไรเป็นอะไร ฮ่าๆ หลังไหว้พระเสร็จ ไอ้น้องดันมือไม้อ่อนลืมกุญแจรถแมงกะไซด์ไว้ ฮ่าๆ ขำมัน ..หลังจากนั้นเราก็ขี่ชิวๆไปเรื่อยๆเพื่อไปเที่ยว"โป่งน้ำร้อนท่าปาย" ซึ่งถือเป็นเขตอุทยานแห่งชาติแห่งเดียวกับ"อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง" ระหว่างทาง เราแวะผ่านที่พักหลายที่ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น"บ้านปายนา","บ้านต้นไม้", หรือว่า "Pai Highkands Resort" ขอบอกว่าบรรยากาศแต่ล่ะที่ ดีมากๆ

แต่น..แต๊น.. ขบวนการเด็กแว่นมาถึงโป่งน้ำร้อนท่าปายล่ะ ตามคำเรียกร้องของน้อง เราจึงมีการชักรูปพอเป็นพิธี ทุกอุทยานแห่งมีการเก็บค่าบำรุงเล็กน้อย ที่นี่ก็เช่นกัน 20บาทถือว่าไม่แพง เมื่อจอดรถกันเรียบร้อย เราลงความเห็นว่าเมื่อมาถึงบ่อน้ำร้อนแล้ว เราควรจะต้มไข่กินกันตามธรรมเนียม เราเดินไปซื้อไข่มา โดยมีเจ้าหน้าที่ยืนยิ้มขายไม่ได้พูดอะไร เราเลยเดินเข้าไปที่บริเวณบ่อน้ำร้อน ประมาณ800เมตรจากจุดที่เราซื้อไข่ ..เพียงเพื่อพบว่า "ไม่อนุญาตให้ต้มไข่ในบริเวณนั้น" ((-*- ถือกันมาได้ตั้งนาน แม่ง ทำไมไม่บอกกูสักคำตอนซื้อไข่ว่ะ)) สรุปคือเราต้องเดินถือไข่กลับไปต้มบริเวณที่เราซื้อไข่มานั้นแหละ หึหึ อุตสาห์มาโป่งน้ำร้อนทั้งที จะกินแค่ไข่ก็ดูจะเสียเที่ยวไปหน่อย เราเลยไปทำสปาฝ่าเท้า ด้วยการแช่น้ำอุ่นๆเล็กน้อย ก่อนกลับ

เราขี่แมงกะไซด์กลับมาทางเดิม เพื่อแวะดูที่พักเก๋ๆ เก็บไว้เป็นข้อมูลสำหรับการเดินทางคราวหน้า(กับคนอื่น) ที่"บ้านปายนา"ถือว่าสวยแจ่มทีเดียว บรรยากาศชิวจนไอ้น้องออกปากว่า"กูจะพักที่นี่ คราวหน้า" แต่เสียอย่างเดียวที่บ้านพักเป็นแบบห้องน้ำรวม สุดท้ายเราวนกลับเข้าเมืองเพื่อเดินเล่นเก็บบรรยากาศ
ในขณะที่เรากำลังหาข้อตกลงกันว่าดินเนอร์มื้อนี้เราจะฝากท้องกันที่ไหน ไอ้น้องเสนอให้เข้าไปนั่งกินส้มตำร้านหนึ่ง ตรงข้ามร้านหนังสือเช่าชื่อ "Siam Asia" ((มั่ง มะค่อยแน่ใจ๊)) ด้วยเหตุผลที่ว่า "สาวใส่ผ้าพันคอสีน้ำเงินน่าฮักขนาด" ..เออ เอากับมัน มื้อนั้นเราเลยได้กินส้มตำกันอีกรอบ ฉันว่าไอ้น้องคงเป็นคนที่มีความสุขที่สุดเลยแหละมื้อนั้น
ฉันใช้D80 คู่กับSD Card ขนาด 2GB แต่ดันเต็ม ฉันแวะเข้าร้านอินเตอร์เน็ทแถวๆตลาดเพื่อให้เขาไรท์ลงแผ่นให้ ระหว่างนั้นเราก็ไปรอไอ้น้องนั่งจิบ"เบอลาว"อยู่ รอนานไปหน่อยเลยอยากจิบไปด้วย ไอ้อรแนะนำให้กินพวกCocktail เพราะไม่แรงเท่าเบียร์ ฉันเออออตามมัน เลยได้Vodkaมาหนึ่งแก้ว
สาบานเหอะ ฉันไม่เคยกินมันเยอะขนาดนั้น เหล้า..ฉันก็ไม่แตะ แต่หลังจากแก้วนั้นแก้วเดียว ฉันว่าสติสตางค์ตัวเองไม่ค่อยอยู่กะเนื้อกะตัวเลย เบลอๆไงไม่รู้ ไอ้อรกะน้องฟันธงว่าฉันเมา! ฉันจำไม่ค่อยได้ว่าเกิดไรขึ้นอีก แต่แน่ๆคือฉันขี่มอไซด์กลับถึงที่พักได้ ก่อนหลับได้ยินมัน2คนพูดไรไม่รู้ และฉันก็หลับ …อืมม ตกลงเรียกว่า"เมา"ใช่มะ
จบล่ะ การมาสำรวจ"ปาย"ครั้งแรกของฉัน(และมันอีก2คน) วันถัดมาเราเดินทางกลับเชียงใหม่ เพื่อเที่ยวเชียงใหม่1คืนก่อนกลับกทม. เรื่องเที่ยวเชียงใหม่ขอเก็บไว้สำหรับหัวข้อหน้าล่ะกันเน้อ หิวข้าวล่ะเจ้า…
