สักนิดดดด…
กลับบ้านแต่ล่ะครั้งเป็นต้องวุ่นวายกับการซื้อของฝากคนนั้น คนนี้.. ((ถ้าได้เดินทางบ่อยๆและมีญาติเยอะๆจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี เฮ้อออ)) บางทีมันก็ทำให้สงสัยนะว่า"การซื้อของฝาก" มันเป็นมารยาท หรือน้ำใจ กันแน่
ก่อนหน้านี้ฉันเคยเข้าใจว่า การซื้อของฝากให้ใครนั้นเป็นการแสดงออกถึงน้ำใจเล็กๆน้อยๆและความระลึกถึงอย่างหนึ่ง แต่ตอนนี้ฉันชักไม่แน่ใจซะแล้ว หลายๆคนทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกบังคับ อารมณ์ประมาณว่า"กูสั่ง..มึงต้องซื้อ!!!" ยังไงยังงั้นเลย ((ขออภัยที่หยาบคาย))
ฉันรับมือปัญหา"กูสั่ง..มึงต้องซื้อ" ด้วยนโยบาย "ฝากปากได้ปาก ฝากเงินได้ของ" ..ได้ผลดีสุดๆ ((นโยบายดีขอแนะนำ ไม่มีลิขสิทธิ์ หุหุ)) เพราะเหมือนหลายๆคนจะรู้ตัว เมื่อฉันกลับไปมือเปล่า พร้อมๆกับเหตุผลอีก1800ร้อยข้อที่ฉันหยิบขึ้นมาอ้าง
…
หลังจากที่ฉันสอบเสร็จ 15วันแล้วล่ะที่ฉันทำงานโดยไม่มีวันหยุดเลย นี่ถ้ารวมช่วงที่สอบด้วย คงเกินเดือนเป็นแน่ วันนี้ถือเป็นวันหยุดวันแรกเลยก็ได้ ที่ฉันไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องอ่านหนังสือ ..แต่ฉันก็วุ่นวายไม่น้อยเหมือนกันกับการเก็บกระเป๋าเดินทาง เชื่อไหมวันนี้ฉันใช้เงินหมดไปเกือบ1000เหรียญ ทั้งๆที่ฉันซื้อของให้ตัวเองจริงๆแค่200
1000เหรียญ คูณเป็นเงินไทย ก็ตกประมาณ28000บาท ฉันใช้เวลาหาเงินก้อนนี้ในเวลา10กว่าวันกับงานกรรมกรร้านขายผัก ..แน๊ ไม่เชื่อล่ะสิ นึกภาพไม่ออกใช่ไหมล่ะว่ามันเป็นงานประเภทไหน ((ขอติดเรื่องนี้ไว้ก่อน จะมาเล่าวันหลัง)) แต่เชื่อเถอะว่าฉันทำจริงๆ งานกรรมกรเนี่ย
…
อย่าโกรธฉัน หากฉันไม่ได้ถืออะไรไปฝาก ไม่ใช่เพราะฉันไม่คิดถึง ไม่ใช่เพราะฉันไม่ระลึกถึง ฉันมีเหตุผลของฉัน ซึ่งฉันเชื่อว่าเพื่อนฉันต้องเข้าใจ จริงมะ
วันนี้(วันพฤหัส)ฉันคงอัพเป็นครั้งสุดท้าย เพราะพรุ่งนี้ฉันมีนัด Xmas’ Partyหลังเลิกงาน ก่อนที่ฉันต้องแหกขี้ตาตื่นเช้าในวันถัดไปเพื่อไปขึ้นเครื่องกลับถิ่นฐานบ้านเกิด แล้วฉันจะกลับไปอัพใหม่ว่าการบินชาติไทยมีการพัฒนาขึ้นรึยัง รวมไปถึงสนามบินของความภาคภูมิใจของคนทั้งชาติว่ายังมีปัญหาอะไรอีกไหม ((ไม่ได้จับผิด จริงๆ หึหึ))
ภาวนาให้ฉันได้นั่งที่นั่งดีๆ เจอพนักงานน่ารักๆและมารยาทงามๆ ด้วยล่ะ เพี้ยง!! แล้วเจอกัน
