Always head towards

December 30, 2006

ปาย - ประเทศไทย (2)

…ต่อๆ

ร้านAYA ถือว่าเป็นร้านค่อนข้างใหญ่ถือเดียวในบริเวณนั้น เนื่องด้วยทั้งฉันและอรมีความเชี่ยวชาญในยานพาหนะประเภท2ล้อเป็นศูนย์ เราจึงไม่ลังเลที่จะบอกที่เขาไปว่า "พี่..หนูขี่ไม่เป็น" ณ.ตอนนั้น บางอย่างทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองผิดมหันต์ที่ไม่เคยหัดขี่ไอ้แมงกะไซด์นี่มาก่อน พาลคาดคิดไปว่า"เขาต้องไม่ให้กูยืมแน่ๆ" แต่ทันใดนั้นเอง พี่คนเดิมกลับทำสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมเอื้อนเอยออกมาว่า "มะเป็นหยั่งเจ้า เฮาตัวนี้นิ ขี่หง่ายๆ แป๊ดเดียวก็เป็น" ((แปลว่า ไม่เป็นไร เอาตัวนี้นิ ขี่ง่ายๆ แป๊บเดียวก็เป็น)) เมื่อเขาว่ามาแบบนั้น เราเลยไม่ลังเลที่จะเซ็นเช่ารถมอไซด์3คันประจำตำแหน่ง ด้วยราคาค่าเช่า 100 บาท เพิ่มประกันรถหายและอุบัติเหตุเข้าไปอีก 80 บาท เท่ากับเราเช่าวันล่ะ 180 บาท/คัน/วัน ..มีการตบตีแย่งสีกันเล็กน้อย และแล้ว"ขบวนเด็กแว้น"ก็เริ่มขึ้น

ปล.ฉันก็ไม่แน่ใจว่า"เด็กแว้น"แปลว่าไร น้อง..แกมาขยายความด้วยนะ

อรจองที่พักไว้ชื่อ "ก๋าสะลอง" ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองไปราวๆ 10นาที เพราะอาการเบลอๆ ยังทำตัวไม่ถูก เราเลยเริ่มด้วยการเก็บสัมภาระที่บ้านพักก่อน ..ก๋าสะลอง เป็นบ้านไม้เล็กๆ มีบริเวณติดริมน้ำ บรรยากาศชิวมากสำหรับฉัน ((แต่สำหรับ2คนนั้น ไม่รู้ว่ะ)) เราได้บ้านไม้หลังมุมสุด มีเปลญวณอย่างที่ไอ้น้องอยากได้ ด้านหลังของบ้านเป็นทุ่งปลูกอะไรสักอย่าง รายละเอียดไม่แน่ชัด แต่แน่ๆเลยคือหนาวมาก ราคาคือคืนล่ะ 600 บาท หลังจากเข้าบ้านพักมาได้15นาที พี่เจ้าของบ้านชักชวนเราให้เปลี่ยนบ้าน บ้านหลังใหม่ใหญ่กว่าหลังแรกนิดหน่อย ไม่มีวิวทุ่งแบบบ้านหลังแรก แต่มีทีวี และเตียงที่นุ่มมาก ในราคา 700 บาทต่อคืน เราสามคนตกลงเปลี่ยนบ้านทันทีเพราะเหตุพ้องต้องกันว่า คืนนี้เราจะกลับมาดู"น้องอั้ม"แห่งช่อง7สีทีวีเพื่อคุณ

บ้านพักของหมู่เฮา ที่ก๋าสะลอง

จะเที่ยงแล้ว ท้องเริ่มร้อง แต่ไอ้น้องยังทำแบ๋วไม่เสร็จ มันว่าถ้าขนตามันยังไม่งอนพอ มันยังออกจากบ้านไม่ได้ ..ระหว่างรอมัน ฉันก็เลยชักเจ้าD80 ที่ฉันเพิ่งถอยมา ออกมาถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ระหว่างนั้นอรก็เสริมสวยพอเป็นพิธี มีการหยิบครีมมาบำรุงเล็กน้อย แล้วเราก็ออกไปหาข้าวเที่ยงกิน อีกครั้ง..ที่มันสองคนหันมาถามฉันว่า เราจะไปกินไรดี ((-*-))

ฉันแนะนำเป็นร้านส้มตำหน้าอำเภอ ((มุขเดิม…คนในเว็ปแนะนำมาอีกที)) เมื่อไม่รู้จะกินไรก็ไปกินกันตามนี้แหละ …เมื่อไปถึง ก็เป็นเวลาพอๆกับที่คนอื่นๆเข้าร้าน ฉันเริ่มแน่ใจว่าลูกค้าในร้านคนอื่นๆคงไปหาข้อมูลมาจากที่เดียวกับฉันเป็นแน่แท้ เราเข้าร้านส้มตำ แต่ไม่ได้สั่งส้มตำ ฉันแน่ใจว่าเจ้าของร้านคงเป็นนักตำมือหนึ่งแน่ๆ เพราะป้าเธอมีครกเรียงรอบตัว5ใบ!!!! เมื่อมื้อเที่ยงผ่านพ้น เรามองผ่านไปเห็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ตั้งอยู่ตรงข้ามร้านส้มตำนี่แหละ เล่ามาถึงนี้แล้ว ขอบอกว่าอย่าไปขาดหวังอะไรกับศูนย์บริการที่นี่มากนัก เพราะว่าเมื่อไปถึง จะไม่ได้อะไรกลับมาเลย นอกจากแผนที่ที่ดูไม่รู้เรื่อง 1 แผ่น

ส้มตำหน้าอำเภอ มีเดลิเวอรี่ด้วยนะ

เมื่อแผนที่ไม่ได้บ่งบอกอะไรเลย ฉัน อร และน้องเลยมีมติเห็นพ้องว่า เราควรจะขี่แมงกะไซต์เนี่ยไปเรื่อยๆ กินบรรยากาศชิวๆไป เราเริ่มขี่ได้คร่องขึ้น มีขึ้นเขา ลงเนิ่นบ้างพอเป็นพิธี เราขี่ไปดูที่พักที่อื่นๆเผื่อเก็บไว้เป็นทางเลือกโอกาสหน้า แต่นแต๊น! แล้วแมงกะไซต์ฉันก็ไปลื่นล้มที่"บ้านเนินเขาวิวปาย" ขอบอกว่า"ฉันหมดสภาพ" ..ทั้งเสื้อทั้งกางเกงเปื้อนดินซะ แถมยังได้แผลอีก เหอๆ

เมืองปายเภสัช

ไหนๆก็ได้แผลแล้ว เลือดไหลซิบๆ เราเลยถือโอกาสนี้ไปเยือน"เมืองปายเภสัช"ซะเลย ไอ้อรและน้องแปลงร่างเป็นนางพยาบาลกันยกใหญ่ มันสองคนทำให้ฉันเกือบคิดแบบนั้นแล้ว ยกเว้นตอนมันราดแอลกอฮอล์ลงบนแผลฉันสดๆ ฉันเลยเห็นภาพพวกมันเป็นนางมารร้ายทันที มิหนำซ้ำมันยังมีนโยบาย"ทาถูๆ" …แสบนะเว้ยยย

ร้านโอ๋-เอ๋

ทำแผลเสร็จ เราออกตะเวนอีกครั้ง ไปตามร้านฮิตๆ ไม่ว่าจะเป็น "ร้านโอ๋-เอ๋", "สบายดีแกลอรี่", "ร้านมิตรไทย" และ "ร้านAll about coffee" เราสามคนได้เสียตังค์อย่างจริงจังที่ร้านมิตรไทยนี่แหละ เรานั่งแช่อิ่มอยู่ที่ร้านนานพอควร เพราะทั้งอร ทั้งน้อง นั่งเขียนโปสการ์ดกันยกใหญ่ ช่างไม่เห็นใจคนมือเจ็บ เขียนไม่ได้เลยกันมั่ง ชิ หลังแช่จนหิวอีก เราเลยเดินข้ามฝากมาที่ร้านAll about coffee กาแฟหอมมาก พี่พนักงานแนะนำเมนูเด็ดให้ลอง ไอ้อรและไอ้น้องเฮกันใหญ่ เพราะเมนูเด็ดที่ว่าเป็นเค้กกล้วย ..แต่อร่อยจริงๆว่ะ

ร้านมิตรไทย ร้านAll about coffee

เมนูเด็ดของที่ร้าน

หลังตระเวรไปเรื่อยๆ เราจึงตัดสินใจกลับเข้าที่พักอีกครั้ง((พร้อมแผลที่มือกู ฮือๆ))ก่อนจะออกไปย้ำราตรี งานนี้ไม่มีใครยอมใคร ทั้งอร ทั้งน้อง งัดเครื่องสำอางมาแต่ง ยกเว้นแต่กับฉันที่นั่งปวดแผล เพราะนโยบาย"ทาถูๆ"ของมัน2คน เมื่อเตรียมความแบ๋วกันเรียบร้อย เราเลยออกไปหาดินเนอร์กินกัน มุขเดิม..คนเขาแนะนำมา ดินเนอร์มือนี้เลยอยู่ที่"ร้านบ้านปาย" อากาศเริ่มเย็นจัด ไอ้น้องเริ่มหนาว เพราะมันไม่มีหมวก พกมาแต่ถุงมือเขียวกบๆ มีโบว์ ((ตามสโลแกนความแบ๋วของมัน)) 

โปรดสังเกตถุงมือเขียวกบ 

"ร้านบ้านปาย" บรรยากาศชิวมากๆ มีนักท่องเที่ยวนั่งอยู่เต็มร้าน มุขเดิม…อีกครั้ง "ข้าวผัดบ้านปาย" เมนูแนะนำ((จากคนอื่น)) ระหว่างรออาหาร ไอ้น้องถือโอกาสเดินไปหาซื้อไอ้โหม่งมาใส่ เพราะหนาวจัด ((ใจจริง ฉันอยากใส่ภาพประกอบตอนน้องใส่ไอ้โหม่ง แต่ฉันกลัวมันเอาคืนว่ะ ใครอยากได้ หลังไมค์มาเลย)) หลังอาหาร ไอ้น้องเสนอไปนั่งที่ผับแห่งหนึ่ง ((มีคนแนะนำมันมาอีกทีเหมือนกัน)) แต่เพราะมันยังดึกไม่พอ เราเลยขับรถชิวๆไปเรื่อย ก่อนไปแวะจิบน้ำเต้าหู้ข้างทาง และตรงเข้าผับ…แป๊กมากครับงานนี้ ผิดสเป็กอย่างแรง เข้าไปแล้วอยากจะหลับ เลยตัดสินใจกลับบ้านนอนดูน้องอั๊ม

บรรยากาศที่ร้านอาหารบ้านปาย ข้าวผัดบ้านปาย

ราตรีสวัสดิ์ ..ไว้จะมาต่อตอนต่อไปนะเจ้า

December 29, 2006

ปาย - ประเทศไทย (1)

"ปาย" ในคำนิยามของใครหลายๆคน คืออำเภอเล็กๆที่ซุกซ่อนอยู่ในสายหมอก ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน อำเภอเล็กๆที่ผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่าย ..ถ้าให้ฉันนิยามเมืองปายในความรู้สึกของฉัน มันก็คงไม่ต่างอะไรจากคนอื่นมากนัก ((แล้วมึงจะพิมพ์บอกเขาเพื่อ?))

"ปาย" เป็นชื่อเมืองที่ฉันได้ยินจากคำโฆษณาชวนเชื่อจากเพื่อนสาวหัวปูดนางหนึ่ง เมื่อประมาณ1ปีก่อน มันโม้ไม่หยุดว่าเมืองปายน่าอยู่อย่างนั้น น่ารักอย่างนี้ และตบท้ายด้วยคำชักชวนให้ฉันเดินทางไปพิสูจน์ด้วยตนเอง ฉันฟังมันพูดถึงบ่อยซะจนต้องไปหาข้อมูลมาอ่านดู …และเพราะคำพูดของมัน ต่อมอยากเที่ยวของฉันเลยมีอาการกำเริบอย่างรุนแรง

การวางแผนไปเที่ยวปายครั้งนี้ ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าเกินกว่า3เดือน ประหนึ่งว่าจะมีการยกขบวนรถถังไปยึดจังหวัดยังไงยังงั้น ฉันเริ่มต้นด้วยการหาข้อมูลที่เที่ยว ที่พัก และที่กินในอินเตอร์เน็ท ((ถ้าไม่เชื่อ กรุณาพิมพ์คำว่า"ปาย"ลงไปในGoogle คุณจะได้ผลเร็วทันตาเห็น ปล.ตามแต่ศักยภาพของอินเตอร์เน็ทคุณด้วย)) แน่นอนว่าการมีข้อมูลขั้นพื้นฐานมาก่อนย่อมเป็นการลดความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง นอกจากในGoogle ฉันก็ไปเปิดหาเว็บไซด์ท่องเที่ยวหลายๆที่ รวมไปถึงห้องBlue Planetแห่ง Pantip.com ด้วย ((จากประสบการณ์ ฉันเชื่อว่า Pantip.com จริงๆแล้วก็คือ Google ของคนไทยดีๆนี่เอง))

ทริปครั้งนี้ถูกเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่หลายครั้ง และในที่สุดกำหนดวันเวลาที่แน่นอนก็เริ่มขึ้น หลังจากฉันกลับมาถึงประเทศบ้านเกิดได้2วัน…….

เพื่อให้การเล่าครั้งนี้เป็นไปแบบถูกบังคับมากขึ้น ใช่..ฉันถูกแนวกึ่งๆบังคับให้เขียน เพราะอีก2หน่อที่ไปกับฉัน มันบอกให้ฉันอัพบล็อกของฉัน โดยที่พวกมันจะแปะURLบล็อกฉันในบล็อกของพวกมัน เพื่อให้คนอื่นอ่าน พวกมันพูดว่า "เดี๋ยวฉันจะทำลิงค์URLให้คนไปอ่านที่บล็อกแกเอา" ..ดูมันดิ ((ขอด่าผ่านหน้านี้เลยแล้วกัน ฮ่าๆ)) และในที่สุด…การเดินทางไป"ปาย"จาก3โฉด เอ้ย!โสด ก็เริ่มขึ้น

 

วันพุธที่ 20 ธันวา 49  …เดินทางโดยรถทัวร์V.I.P. บริษัท999 จากกทม. ถึงเชียงใหม่ ค่าเดินทาง805บาท

รถออกจากหมอชิตเวลา 3 ทุ่ม ในขณะที่ฉันกำลังจะไปถึง เพื่อความเรียบร้อย ฉันเลยโทรไปหาไอ้น้องตอน 2ทุ่ม 20  และรับรู้ว่ามันกำลังเก็บกระเป๋าอยู่ ((รถออก3ทุ่มนะเมิง -*-)) ในขณะที่ทั้งบ้านอรและบ้านฉัน พ่อและแม่มาส่งกันครบทีม จนฉันนึกแปลกใจว่า "นี่เรากำลังจะไปรบเหรอ"

เรื่องฮ่าๆเริ่มขึ้นเมื่อเรารวมตัวกันครบ โดยเฉพาะเจ้า2หน่อที่รุมหัวกันกัดฉันเรื่องเก่าๆ ชิ แต่แล้วเรื่องฮ่าๆก็กลายเป็นโคตรฮ่าเมื่อพนักงานต้อนรับบนรถทัวร์ เปิดการปราศัย ดังนี้ ((ก่อนอ่านประโยคต่อไปนี้ กรุณานึกถึงเสียงจากแอร์บนการบินไทย))
             พนักงานต้อนรับ: สวัสดีค่ะท่านผู้โดยสาร ในนามของบริษัท999 เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะนำท่านไปสู่จังหวัดเชียงใหม่ด้วยบริการรถทัวร์VIP 24ที่นั่งของเรา ..((แนะนำชื่อคนขับและตัวเอง)) ตลอดการเดินทางเรามีบริการเครื่องดื่มและอาหาร ส่วนห้องน้ำอยู่ทางด้านล่างของเครื่อง ประตูฉุกเฉินอยู่ทางซ้ายมือของท่าน ฯลฯ

ไอ้น้องมีแซวว่าพี่เขาไม่ได้สาธิตวิธีการใช้อุปกรณ์ฉุกเฉิน เฉกเช่นบนเครื่องการบินไทย เช่น เป่าอากาศเข้าทางท่อ เมื่อถุงลมไม่ทำงาน ….ก๊ากๆๆๆๆ ..ขำๆพอเป็นพิธี ก่อนแยกย้ายกันไปนอน เพราะยังอีกยาวไกลกว่าจะถึงเชียงใหม่

 

วันพฤหัสที่ 21 ธันวา 49 …เมื่อยอิบอ๊ายยยย

เรื่องความสะดวกสะบายบนเครื่อง สำหรับฉันแล้ว ฉันว่าไม่ต่างจากการนั่งสายการบินประจำชาติเท่าไหร่ "โป้ก!"..รถทัวร์เจอทางเบี่ยง และหัวฉันก็โขกเข้ากับกระจกรถอย่างจัง แม่ง! ฉันเลยต้องแหกขี้ตาตื่นมาโดยปริยาย มองนาฬิกาบอกเวลา ตี5กว่าๆ และอีก95กิโลจะถึงเชียงใหม่ ไหนๆฉันก็ตื่นแล้ว ก็เลยนั่งชิวๆฟังMP3ไปเรื่อยๆจนถึงท่ารถอาเขตที่เชียงใหม่ตอน6.30โมง และทันทีที่ลงจากรถทัวร์ เรา((ฉันหมายถึง ฉันและมันอีก2หน่อ))ก็เจอกับกลุ่มมดงาน ทั้งฝ่ายรถแดง รถตุ๊กๆ และรถตู้ มารุมต่อมประหนึ่งว่าพวกฉันเป็นน้ำตาล บุย!

การเดินทางจากเชียงใหม่ไปปาย มีทางเลือกให้บุคคลที่ไม่มีรถ อยู่2ทางคร่าวๆ หนึ่งคือเดินทางเดินทางโดยเมล์ส้ม สภาพคล้ายๆรถรวมสีเขียว แต่ใหญ่กว่าเล็กน้อย ที่สำคัญเลยคือดูคนขับไม่โรคจิตเท่า ((ถ้าคนขับรถเมล์เขียวมีดีกรีความโรคจิตชอบทำนักเรียนตกแล้วเหยียบ คนขับรถเมล์ส้มก็มีดีกรีในการขับรถผ่านโค้งหักศอก แต่ผู้โดยสารจะหลุดออกจากรถไหม คงต้องเป็นความสามารถเฉพาะตัวแล้วล่ะ)) และทางที่2คือรถตู้ ค่าบริการคนล่ะ150บาท ซึ่งเป็นทางเลือกที่น่าสนใจถ้าคุณคิดจะประหยัดเวลา

หลังจากเบลอๆลงจากรถทัวร์มา เราเลยเลือกที่จะไปซื้อตั๋วไปปายโดยรถตู้ก่อน เพราะใจกระสันอยากไปให้ถึงเร็วๆใจจะขาด จะเรียกว่าโชคดีรึเปล่าไม่รู้ แต่เราก็ทันได้รถตู้เที่ยวแรกตอน7.30โมง พร้อมผู้ร่วมชะตากรรมอีก6คนที่มาจองก่อนหน้าเรา หลังจากซื้อตั๋วเรียบร้อย เราเลยไปชิวๆยามเช้าที่เชียงใหม่ ด้วยโกโก้ น้ำเต้าหู้ ไข่ลวก และขนมปังสังขยา ..อยากเตือนคนที่คิดจะไปว่าไม่ควรกินอะไรเข้าไปมากก่อนเดินทาง เพราะเมื่อคุณเจอโค้งหักศอกประมาณหลายๆร้อย คุณจะมีอาการ…((กรุณาเติมเอง))

ระหว่างทางไปปาย มีการพักรถครึ่งทาง ไอ้น้องเกิดอาการหนาวๆ มันทดลองด้วยการพูดออกมาเป็นไอ ฉันเลยยุให้มันพ่นไอออกมาเป็นรูปหัวใจแทน ..แหวะ เน่า! ระหว่างทางนั้นก็มีการตรวจคนเข้า-ออกเมืองด้วย ฉันแอบเสียวว่าเขาจะให้เราลงไปร้องเพลงชาติ เหมือนพอลล่าไหม ฮ่าๆ ((ถ้ามุขนี้ไม่ขำ แปลว่าไม่ได้ดู"รักจัง"มา))

หลังจากเจอมาหลาย"หักศอก" ไอ้น้องว่าควรจะมาหัดDriftกันแถวนี้ เพราะถ้าตกเขาอาจโชคดีเจอลาล่า กะลูลู่ได้ ((ฉันว่ามันคงอิน"รักจัง" เมื่อคืนวันก่อนบนรถทัวร์)) 10.30โมงเราเดินทางถึง"ปาย"แล้ว ทันทีที่ลงจากรถ ฉันได้แต่หันไปมองหน้าพวกมันว่าเราควรจะทำไงต่อดี เป็นจังหวะเดียวกับที่มันหันมามองหน้าฉันด้วยความหมายเดียวกัน((-*-)) ลงท้ายเราเลยตัดสินใจไปเช่าแมงกะไซด์ที่ร้านAYA ตามคำแนะนำจากคนในพันทิป

..จบตอนแรกก่อนนะจ๊ะ

December 15, 2006

สักนิดดดด…

Filed under: Diary by emotion

กลับบ้านแต่ล่ะครั้งเป็นต้องวุ่นวายกับการซื้อของฝากคนนั้น คนนี้.. ((ถ้าได้เดินทางบ่อยๆและมีญาติเยอะๆจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี เฮ้อออ)) บางทีมันก็ทำให้สงสัยนะว่า"การซื้อของฝาก" มันเป็นมารยาท หรือน้ำใจ กันแน่

ก่อนหน้านี้ฉันเคยเข้าใจว่า การซื้อของฝากให้ใครนั้นเป็นการแสดงออกถึงน้ำใจเล็กๆน้อยๆและความระลึกถึงอย่างหนึ่ง แต่ตอนนี้ฉันชักไม่แน่ใจซะแล้ว หลายๆคนทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกบังคับ อารมณ์ประมาณว่า"กูสั่ง..มึงต้องซื้อ!!!" ยังไงยังงั้นเลย ((ขออภัยที่หยาบคาย))

ฉันรับมือปัญหา"กูสั่ง..มึงต้องซื้อ" ด้วยนโยบาย "ฝากปากได้ปาก ฝากเงินได้ของ" ..ได้ผลดีสุดๆ ((นโยบายดีขอแนะนำ ไม่มีลิขสิทธิ์ หุหุ)) เพราะเหมือนหลายๆคนจะรู้ตัว เมื่อฉันกลับไปมือเปล่า พร้อมๆกับเหตุผลอีก1800ร้อยข้อที่ฉันหยิบขึ้นมาอ้าง

หลังจากที่ฉันสอบเสร็จ 15วันแล้วล่ะที่ฉันทำงานโดยไม่มีวันหยุดเลย  นี่ถ้ารวมช่วงที่สอบด้วย คงเกินเดือนเป็นแน่ วันนี้ถือเป็นวันหยุดวันแรกเลยก็ได้ ที่ฉันไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องอ่านหนังสือ ..แต่ฉันก็วุ่นวายไม่น้อยเหมือนกันกับการเก็บกระเป๋าเดินทาง เชื่อไหมวันนี้ฉันใช้เงินหมดไปเกือบ1000เหรียญ ทั้งๆที่ฉันซื้อของให้ตัวเองจริงๆแค่200

1000เหรียญ คูณเป็นเงินไทย ก็ตกประมาณ28000บาท ฉันใช้เวลาหาเงินก้อนนี้ในเวลา10กว่าวันกับงานกรรมกรร้านขายผัก ..แน๊ ไม่เชื่อล่ะสิ นึกภาพไม่ออกใช่ไหมล่ะว่ามันเป็นงานประเภทไหน ((ขอติดเรื่องนี้ไว้ก่อน จะมาเล่าวันหลัง)) แต่เชื่อเถอะว่าฉันทำจริงๆ งานกรรมกรเนี่ย

อย่าโกรธฉัน หากฉันไม่ได้ถืออะไรไปฝาก ไม่ใช่เพราะฉันไม่คิดถึง ไม่ใช่เพราะฉันไม่ระลึกถึง ฉันมีเหตุผลของฉัน ซึ่งฉันเชื่อว่าเพื่อนฉันต้องเข้าใจ จริงมะ

วันนี้(วันพฤหัส)ฉันคงอัพเป็นครั้งสุดท้าย เพราะพรุ่งนี้ฉันมีนัด Xmas’ Partyหลังเลิกงาน ก่อนที่ฉันต้องแหกขี้ตาตื่นเช้าในวันถัดไปเพื่อไปขึ้นเครื่องกลับถิ่นฐานบ้านเกิด แล้วฉันจะกลับไปอัพใหม่ว่าการบินชาติไทยมีการพัฒนาขึ้นรึยัง รวมไปถึงสนามบินของความภาคภูมิใจของคนทั้งชาติว่ายังมีปัญหาอะไรอีกไหม ((ไม่ได้จับผิด จริงๆ หึหึ))

 

ภาวนาให้ฉันได้นั่งที่นั่งดีๆ เจอพนักงานน่ารักๆและมารยาทงามๆ ด้วยล่ะ เพี้ยง!! แล้วเจอกัน

December 12, 2006

แวะมา

Filed under: Diary by emotion

ขณะนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน ก่อนจะเป็นวันที่12 ธันวา ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า… อ่ะ อีกไม่กี่วันแล้วสินะ ที่ฉันจะได้กลับบ้าน ไปเจอครอบครัว และเพื่อนๆ ((อยากจะกรี๊ดดด))

หลายวันก่อนมีคนถามคำถามที่แทงใจฉันเล็กน้อย เขาถามฉันว่าทำไมฉันถึงเลื่อนวันกลับ เพราะเท่าที่ฉันเคยบอกเขาเมื่อ2-3เดือนก่อน ฉันบอกเขาว่าฉันจะรีบกลับไปเที่ยว ไปหาใครสักคน แล้วเพราะอะไรฉันถึงเลื่อนเวลาออกกลับไปอีก2อาทิตย์กว่าๆ ทั้งที่จริงๆฉันน่าจะกระเสือกกระสนดิ้นรนอยากกลับใจจะขาด

อืมม..((ทำท่าคิดนิดหนึ่ง)) ฉันบอกเขาว่า เพราะฉันมีเรื่องบางอย่างต้องทำที่นี่ และมันก็สำคัญมาก ฉันไม่แน่ใจว่าเขาเชื่อที่ฉันพูดไหม แต่ที่ฉันรู้ดีก็คือฉันพูดไม่จริง

ที่ว่าพูดไม่จริง ไม่ได้แปลว่าพูดโกหก ..เรื่องบางเรื่องฉันชอบที่จะเก็บไว้เงียบๆมากกว่าที่จะมานั่งอธิบายให้ใครฟัง ถึงแม้ครั้งหนึ่ง ครูของฉันเคยเอาพระราชดำรัสของในหลวงมาบอกฉันว่า "มันเป็นหน้าที่ที่เราจะพูดให้คนอื่นเข้าใจ ไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่จะมาเขาใจในสิ่งที่เราพูด" ((ข้อความมันจะประมาณนี้แหละ ฉันจำไม่ค่อยได้))

จะให้ฉันตอบเขาว่ายังไงล่ะ "คนที่ฉันรออยากกลับไปเจอตลอด7-8เดือน เขาไม่รอฉันแล้ว" แบบนี้อ่ะเหรอ ฉันไม่พูดหรอก ฉันไม่ได้เป็นคนแสดงความอ่อนแอให้คนอื่นเห็นง่ายๆหรอกนะ ฉันชอบที่จะทำตัวเองให้เป็นคนยิ้มแย้ม ตลก ฮ่าๆ ขำๆ มากกว่าเป็นคนอาการเศร้าซึม และแน่นอนว่าทุกครั้งที่เราเสียอะไรไป เรามักจะได้อะไรสักอย่างกลับมาเสมอ

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เหมือนกัน แต่ฉันก็รู้ว่าวันนี้ฉันเข้มแข็งขึ้นมากแล้ว อย่างน้อยๆฉันก็ไม่ฝั่งตัวเองกับอดีต ฉันเรียนรู้ว่าโลกนี้มีอะไรอีกเยอะให้เราไปเผชิญ และก็ยังมีคนอีกมากมายที่ทุกข์มากกว่าฉันเสียอีก แต่พวกเขาก็ผ่านมันไปได้ แล้วทำไมฉันจะทำไม่ได้ล่ะ

เพื่อนฉันคนหนึ่งบอกฉันว่า มันชอบเรื่องที่ฉันเขียนเล่าเรื่องระหว่างฉันกับใครบางคน มันว่ามันสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของฉัน ((ไม่รู้มันเว่อร์ไป หรือฉันเขียนดีเกิน ฮ่าๆ)) แต่ก็ขอบใจนะ ^^

โดยปกติ ฉันมักจะชอบวางแผนไว้ว่าฉันจะทำอะไรล่วงหน้าบ้าง การกลับบ้านครั้งนี้ก็เช่นกัน ต่างกันนิดหน่อยตรงที่ครั้งนี้ฉันรู้สึกเฉยๆและสันโดษกว่าที่เคย ฉันไม่อยากเอาชีวิตฉันไปผูกกับอะไร หรือใครคนใดคนหนึ่งไว้ เพราะมันจะทำให้ฉันเสียความเป็นตัวของตัวเอง

ก่อนหน้านี้ฉันเคยแช่งเพื่อนๆที่เข้ามาอ่านแต่ไม่ยอมเขียนcommentไว้ว่า "ถ้าอ่านแล้วไม่เม้มให้ขอให้ได้แฟนหน้าเหมือนฟิล์ม รัฐภูมิ" ..สงสัยว่าคราวนี้ฉันกลับไป เพื่อนๆคงมีแฟนหน้าเหมือนหนุ่มเกาหลีกันหมดแหง่ๆ ฮ่าๆ

ช่วงนี้ฉันก็ทำงานเก็บเงินไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงวันกลับ ซึ่งนับไปก็คงอีกไม่กี่วันแล้วล่ะ อิอิ แพ็คกระเป๋าเสื้อผ้าไปเรื่อยๆ

ปิ๊บๆ ..อ่ะ โทรศัพท์มา ไปก่อนล่ะเน้อ แล้วจะแวะเวียนมาอัพอีกรอบก่อนกลับ บายๆ

December 6, 2006

พอเป็นพิธี

Filed under: Diary by emotion

ไม่ได้อัพเลยแหะ ทำงานอาทิตย์ล่ะ7วัน ต่อด้วยกิจกรรมหลังเลิกงานอีก อัพแค่นี้แหละ พอเป็นพิธี

ปล.ถ้าเขียนcommentไม่ได้ เมลล์มาบอกทีเด้อ






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Hadley Wickham