Always head towards

November 28, 2006

จะได้เหรอ (เก็บกด ไม่ได้เขียนหลายวัน)

Filed under: Diary by emotion

ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ฉันพยายามหากิจกรรมต่างๆทำ((เช่น ไปตีกอล์ฟ)) เพื่อให้ตัวเองไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องหมกมุ่นกับเรื่องในอดีต พูดง่ายๆทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้

การทำตัวเองให้ยุ่งเข้าไว้ ..ฉันมองว่ามันเป็นคำแนะนำที่ใช้ได้ผลบ้าง(เล็กน้อย)นะ สำหรับคนช้ำรักมาหมาดๆ ((ฉันใช้คำลิเกเกินไปไหมอ่ะ ‘ช้ำรัก’..เสี่ยวซะ))

ในช่วงเดือนแรก ฉันถือว่าฉันทำได้ดีพอควร เพราะฉันมีรายงานให้ทำล้นมือ จนช่วง2-3อาทิตย์แรกนั้นฉันแทบจะกลับมาบ้านเพื่อนอนเพียงอย่างเดียว ((ถ้าที่มหาลัยให้นอนได้ ฉันกะว่าฉันคงนอนที่นั่นเลยอยู่เหมือนกัน)) บางวันฉันออกจากบ้านตั้งแต่7โมงเช้า และกลับมาถึงบ้านเวลา4ทุ่มกว่าๆ ฉันให้เหตุผลในการทำรายงานเป็นข้ออ้าง เพราะฉันไม่อยากกลับมาอยู่บ้าน แล้วได้แต่อยู่ในห้อง เพราะถ้าฉันมีเวลาให้ตัวเองมากไป มันจะทำให้ฉันฟุ้งซ่าน จนบางทีมันทำให้ฉันร้องไห้

เมื่อรายงานหมด ก็สอบ ตอนนั้นฉันก็คิดว่าฉันจะทำตัวหมกมุ่นกับการอ่านเตรียมตัวสอบไปเรื่อยๆ ..แต่เรื่องกับไม่ง่ายอย่างที่คิด ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะฉันยังอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ ห้องเดิมๆ ของเดิมๆ และใจดวงเดิมๆ สำหรับฉัน มันค่อนข้างยากทีเดียว ที่จะบังคับตัวเองให้อยู่แต่กับหนังสือ((บวกความขี้เกียจเข้าไปด้วย ยิ่งแล้วใหญ่))

และตอนนี้ฉันก็สอบเสร็จแล้ว เฮ้อออ โล่งชะมัด ((กรุณานึกภาพคนเพิ่งออกจากส้วม เพื่อจะได้มีจินตนาการร่วม))

 

..ฉันจำได้ดีถึงเหตุผลที่ฉันซื้อเน็ทwirelessมาต่อที่คอมของฉัน ทั้งที่ปกติฉันจะใช้เน็ทเฉพาะเวลาที่ฉันอยู่มหาลัย ((ถ้าสงสัยว่าทำไมเดี๋ยวนี้ฉันออนเอ็มบ่อย ก็เข้าใจไว้ซะ)) เหตุผลที่ว่าก็คือคนๆนั้นของฉัน ตอนนั้นฉันคิดแค่ว่าถ้าฉันมีเน็ท มันคงไม่ทำให้เราไกลกันมาก อย่างน้อยๆ ฉันก็สามารถมาออนเอ็มคุยหรือเมลล์หาเขาทุกวันได้ ..แต่สงสัยฉันจะคิดผิด -*- ((เรื่องเก่าๆฉันขอไม่เล่าแล้วกัน ข้ามๆ ไม่อยากสะกิดแผลตัวเอง อู๊ย.. ซี๊ด…))

เหมือนคนทั่วๆไป ฉันก็เปิดเว็บนั้นที เว็บนี้ที ถ้าเว็บไหนฉันสนใจก็เซฟมันไว้ แต่ที่เข้าไปอ่านไปบ่อยๆก็มีไม่กี่เว็บหรอก ((อันนี้ขอปิดเป็นความลับ เนื่องจากถ้าบอกไป อาจมีหลายคนตามฉันไปอ่านได้ …ฉันกลัวบาปนะ))

 

‘พันทิป’ หรือ ‘สุดยอดเว็บบอร์ดไทย เพื่อสังคมคนออนไลน์คุณภาพ’ ตามสโลแกนที่เขาว่ากันไว้ ((ถ้าคุณไม่รู้จัก ถือว่าโคตรเชยเลยล่ะ เชยกว่าเรื่องPDAที่ฉันเขียนไปก่อนหน้าซะอีก แต่เรื่องที่ว่ามันเป็นสังคมออนไลน์คุณภาพรึเปล่านั้น เราคงรู้กันดีอยู่แก่ใจ)) บางครั้งฉันไปหาข้อมูล บางครั้งฉันก็ไป(เสือก)อ่านเล่นๆ แต่หลังๆมา มีกระทู้ยอดฮิตหลายอันที่ดังเลยออกมาจากพันทิป

..ขอเล่าสั้นๆแล้วกันนะ รายละเอียดไปsearchหาเอาในพันทิปเอง ((หวังว่าฉันคงไม่ได้กำลังชี้โพ่งให้กระรอกอยู่หรอกนะ หึหึ))

 

1.กระทู้ของคุณเซ็งเป็ด

……..มันเป็นกระทู้แรกที่ฉันอ่าน เพราะเพื่อนฉันแนะนำ ฉันใช้เวลาอ่านเรื่องนี้อยู่นานทีเดียว ((และบางตอนฉันก็ข้าม เพราะยาวเหลือเกิน)) อืมม.. มันเรื่องเล่าของผู้ชายคนหนึ่งที่บอกเสมอว่าตัวเองไม่ได้เป็นเกย์ แต่แล้ววันหนึ่งก็มีคนเข้ามาในชีวิตเขา และทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไป จนวันหนึ่งผู้ชายคนนี้มาพร้อมกับประโยคนี้ "กูไม่ได้เป็นเกย์ แต่กูจะเป็นเกย์เพื่อมึง" ใช่แล้วล่ะ มันเป็นเรื่องของผู้ชาย2คน หรือตามแนวหน่อยก็เรื่องYY

 

2.กระทู้"แล้วฉันก็เลือกที่จะรักหญิงต่อไป"

……..แค่ชื่อกระทู้ก็บอกแล้วว่ามันเป็นเรื่องแนวตรงข้ามกับเรื่องของคุณเซ็งเป็ด มันเป็นเรื่องของหญิง-หญิง ที่ค่อนหนักไปทางเลสเบี้ยนเลยซะมากกว่า

 

เดี๋ยว!! อย่าเพิ่งเข้าใจฉันผิด กำลังคิดว่าฉันเป็นคนยังไงอยู่ใช่มะ ที่อ่านแต่กระทู้แบบนี้ ลองอ่านกระทู้ข้างล่างก่อน เป็นกระทู้ล่าสุดที่ฉันไปอ่านมา

 

3.กระทู้ของคุณเพราะรักถึงไม่ทน

…….."เรื่องของฉัน..เรื่องเศร้าเคล้าน้ำตา" เป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งกับความรักยาวนานถึง11ปี กับผู้ชายเพียงคนเดียว ฉันกำลังคิดว่าถ้าอายุเฉลี่ยของคนเราอยู่ที่60ปี ผู้หญิงคนนี้ใช้ถึงเวลาไป1ใน6ของชีวิตเธอกับความรักครั้งนี้ แต่ผู้ชายคนนี้ ..เฮ้อ ไม่อยากจะด่า

 

บทสรุปของแต่ล่ะเรื่อง อย่างที่บอก ไปติดตามอ่านกันเอาเอง((เพราะฉันขี้เกียจพิมพ์)) แต่ในบทสรุปของฉัน ฉันเข้าใจว่าความรักเป็นเรื่องที่ดี ((ถึงแม้ตอนนี้สำหรับฉันมันจะยังโหดร้ายอยู่บ้าง แง้ๆ)) ไม่ว่ามันจะเป็นแบบไหน

ถ้าถามฉันว่าความรักกับเพศเดียวกันนั้นผิดไหม ฉันก็ว่ามันผิดนะ แน่ๆเลยก็เรื่องศีลธรรมอ่ะ แล้วไหนจะเรื่องการยอมรับของสังคมอีก คงไม่ต้องให้บอกหรอกนะว่าสังคมไทย ยังไม่เปิดรับเรื่องนี้เท่าไหร่ ไม่ต้องมองไกล แค่คิดว่าครอบครัวเราเองจะรับได้ไหม ถ้าเราเป็น ..แค่นั้นพอ  และเท่าที่ฉันเห็น จำนวนไม่น้อยทีเดียวที่เลือกที่จะไปอยู่ต่างประเทศด้วยเหตุผลข้างต้น

หลายๆคนมองว่าความรักแบบนี้เป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะรักกันแค่ไหน สุดท้ายก็เป็นได้แค่เพื่อนกันอยู่ดี แต่ในมุมมองของฉัน ฉันมองว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องของคนสองคน จะรักกันไหม จะอยู่ด้วยกันได้ไหม ..สุดท้ายก็เป็นเรื่องของคนสองคนอยู่ดี ..อย่ามองว่าฉันกำลังเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง โดยไม่ได้มองโลกในความเป็นจริง ฉันรู้ว่าความรักแบบนี้เป็นเรื่องยาก มันอาศัยปัจจัยหลายๆอย่างจริงๆ แต่ที่สุดแล้ว มันก็เป็นเรื่องความรู้สึก..นึกคิด ของคนสองคน

 

ถ้าคนหนึ่งว่าได้ แล้วอีกคนว่าไม่ได้ มันจะไปด้วยกันได้ไหมล่ะ…

November 23, 2006

เรื่องโกหก - Portrait

Filed under: Listen to it

เรื่องโกหก - Portrait

 

กี่ครั้งที่ใครเข้ามาให้ความหวัง แล้วเขาก็ไป กี่ครั้ง ที่ใจต้องทนอีกกี่ครั้ง

พอกันเสียที(กับคำว่ารัก)  พอกันเสียที(กับความผิดหวัง) ไม่มี..อะไรเป็นอย่างฝัน คำว่าความรักไม่มีจริง

ไม่มีศรัทธาให้คำว่ารัก…จากนี้ไป ต้องเจ็บต้องเสียน้ำตาให้รักอีกแค่ไหน จะรักไปทำไม สุดท้ายต้องมาร้องไห้อย่างนี้ ชีวิตมันเป็นแค่เรื่องตลก ความรักมันเป็นแค่เรื่องโกหก ไม่มีใครรักฉันจริง ไม่มี

พอกันเสียที(กับสิ่งลวงตา) พอกันเสียที(ที่เคยไขว่คว้า) ไม่มี..อะไรเป็นอย่างฝัน คำว่าความรักไม่มีจริง

ไม่มีศรัทธาให้คำว่ารัก…จากนี้ไป ต้องเจ็บต้องเสียน้ำตาให้รักอีกแค่ไหน จะรักไปทำไม สุดท้ายต้องมาร้องไห้อย่างนี้ ชีวิตมันเป็นแค่เรื่องตลก ความรักมันเป็นแค่เรื่องโกหก ไม่มีใครรักฉันจริง…

…อยู่อย่างเดียวดาย ไม่มีใครเคียงข้างกาย นั่นคือสิ่งที่ต้องเป็น นั่นคือสิ่งที่ต้องเจอไปจนวันตาย

ไม่มีศรัทธาให้คำว่ารัก…จากนี้ไป ต้องเจ็บต้องเสียน้ำตาให้รักอีกแค่ไหน จะรักไปทำไม สุดท้ายต้องมาร้องไห้อย่างนี้ ชีวิตมันเป็นแค่เรื่องตลก ความรักมันเป็นแค่เรื่องโกหก ไม่มีใครรักฉันจริง ไม่มี

 

http://download.yousendit.com/CB4F62FB72DD20F2 Click for download ไปฟังเอง

November 22, 2006

จะมีใครรู้ดีไปกว่าตัวเรา

Filed under: Diary by emotion

มันไม่ง่ายหรอกนะ…

ที่ต้องยิ้ม ..ในขณะที่ข้างใน กำลังร้องไห้
ที่ต้องทำเป็นเข้มแข็ง ..ในขณะที่ข้างใน แทบจะไม่มีแรงยืน
ที่ต้องพูดว่าไม่เป็นไร
..มันไม่ง่ายเลยจริงๆ

 

ฉันไม่อยากเป็น"หนอนในกองอึ"** หรอกนะ แต่ฉันก็รู้ตัวเองดี ว่าวันนี้ฉันกำลังเจ็บปวด ในบางคืน..ฉันได้แต่สะกดตัวเองให้ร้องไห้เงียบๆ เพราะฉันไม่อยากให้คนอื่นรู้ ว่าฉันกำลังเสียใจ และในบางวัน..ฉันก็เลือกที่จะไปไหนไกลๆคนเดียว เพื่อที่จะได้ไม่มีใครเห็นว่าฉันกำลังเหนื่อยล้า และโศกเศร้า

ฉันตอบเพื่อนที่ถามด้วยความเป็นห่วง ว่าฉัน"ไม่เป็นไร" ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว ฉันรู้ดีว่าฉันกำลังเป็นอะไร หรืออีกแง่ ถ้าจะพูดให้ถูก..ฉันทำเป็นเข้มแข็ง

ในวันที่ฉันเสียใจ สิ่งเดียวที่ฉันทำได้คือการบอกตัวเองให้เข้มแข็ง บอกตัวเองว่าล้มแล้วต้องลุกให้ได้ ปลอบตัวเอง และกอดตัวเองไว้แน่นๆ ในขณะที่ฉันร้องไห้ ฉันได้แต่บอกตัวเองให้หยุด และสะกดอารมณ์ของฉันไว้ให้ลึกที่สุดเท่าที่ทำได้

บางครั้ง ฉันก็รู้สึกว่ามันคงดีนะ ถ้าในวันที่เราเสียใจ มีใครสักคนมาอยู่ข้างๆ มันคงดี ถ้ามีใครสักคนคอยดูแลเรา ในวันที่เราหมดกำลังใจ มันคงดี ถ้าเราสามารถปลดปล่อยตัวเองออกจากความรู้สึกแย่ๆได้มั่ง …มันทำให้ฉันรู้สึกว่า ชีวิตคนเราจะต้องการอะไรไปมากกว่าแค่ใครสักคนที่เข้าใจ ต้องการอะไรไปมากกว่าพื้นที่เล็กๆของความเป็นตัวของตัวเอง

 

 

"หนอนในกองอึ" ที่ฉันพูดถึงข้างบน เป็นเรื่องหนึ่งในหนังสือ"เข็มทิศชีวิต"ที่ฉันซื้อมาอ่าน คุณฐิตินาถเล่าเรื่องที่ได้ฟังมาว่า

อาจารย์วัดป่ามักเปรียบเทียบคนเราเหมือน"หนอนในกองอึ" สมมุติมีกองอึกองอยู่ตรงหน้าเรา 1 กอง แล้วมีหนอนอยู่ในนั้น ทั้งเน่าทั้งเหม็น เราอยากจะช่วยหนอน หยิบหนอนออกมาวางไว้นอกกองอึ คุณคิดว่าหนอนจะทำยังไง ..แน่นอน หนอนจะคลานกลับเข้ากองอึไปทันที

เหมือนทุกครั้งในชีวิต ที่เรามีโอกาสช่วยตัวเองให้หลุดจากวิถีชีวิตที่ทำร้ายเรา สร้างปัญหา สร้างความทุกข์ให้เรา แต่แล้วเราก็ยอมกลับไปอยู่กับสิ่งเดิมๆที่เราชิน ทั้งๆที่รู้ที่เห็นว่ามันเน่าเหม็นแค่ไหน

 

วันนี้ ถึงฉันจะยังไม่เข้มแข็งได้เท่าเดิม แต่ฉันก็มีแรงพอที่จะดึงตัวเองให้ลุกขึ้น และถึงแม้ในบางวัน ฉันจะร้องไห้ไปบ้าง แต่ฉันก็รู้ว่าวันหนึ่งฉันคงเบื่อที่จะต้องร้องไห้กับเรื่องเดิมๆ จนฉันคงหยุดร้องไปเอง

ฉันรู้ วันหนึ่ง ..ฉันจะกลับมาเป็นฉันคนเก่า ที่ดีกว่าเดิม ที่เข้มแข็งกว่าเดิม เพราะฉันก็ไม่อยากเป็นหนอนในก้อนอึอีกแล้ว

 

ขอบคุณ"ใครบางคน" สำหรับเพลง อย่าเอาน้ำตากลับบ้าน-ใหม่
ขอบคุณ"ใครอีกคน" ที่อยู่เป็นเพื่อนฉันที่ทะเลจนดึกดื่น แม้วันรุ่งขึ้นจะต้องไปทำงาน
ขอบคุณ"เพื่อน" ที่คอยเตือนฉันอยู่เสมอ คอยปลอบฉันเวลาฉันโทรไปร้องไห้ให้ฟัง
ขอบคุณ"คนบางคน" ที่ทำให้วันนี้ ฉันกลับมารักตัวเองมากขึ้นอีกครั้ง

November 21, 2006

25 ..อีก25

Filed under: Diary by emotion

30…

29…

28…

27…

26…

25…

…25 …25 …25

 

อ่า อีก 25 วัน …ลัลล้าๆ

 

 

ถึงกทม. วันที่16 ยามค่ำคืน เดินทางโดยสายการบินประจำชาติอีกเช่นเคย ((-*- ก็มันมีอยู่สายเดียว ฟังดูเหมือนโดนบังคับเลย)) เชอะ อุตสาตั้งใจจะกลับไปให้ถึงตอนบ่าย เพราะจะไปหาจุ๋ย ที่คอนเสิร์ตสายน้ำฯ สักกะหน่อย อดเลย …เพราะใครรรรร ((จะโทษการบินไทยอ่ะ ทำไม))

ที่สำคัญเลย จะไปกินก๋วยจั๊บเยาวราช คราวก่อนกว่าจะหลุดออกมาได้จากการรอเอากระเป๋า ..เฮียอ้วนก็ปิดร้านแล้ว ((เฮียอ้วน คือชื่อร้านก๋วยจั๊บ)) เชอะ เพราะใครรรรร ((จะโทษการบินไทยอ่ะ ทำไม))

แต่น แต๊น โปรเจ๊คที่วางไว้ในการกลับบ้านคราวนี้ เริ่มต้นด้วยการไปไหว้อาก๋งก่อน ต่อด้วยการไปซื้อกล้องถ่ายรูป ก่อนจะติดชีพจรลงเท้าไปอยุธยา((เข้าใจตัวเองว่า ชาติก่อนเกิดในสมัยนี้ ไม่รู้เป็นอะไรไปจังจังหวัดเนี่ย)) อาจจะมีมัวไปกินข้าวกะน้องรหัสเล็กน้อย ((อย่าอิจฉาล่ะ ที่น้องรหัสเค้าน่ารัก)) ตามต่อมาด้วยการหนีร้อนไปพึ่งเย็น ณ.เมืองสายหมอก อ.ปาย แม่ฮ่องสอน((ซึ่งปัจจุบันยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าใครไปมั่ง ตรูเซ็ง)) อาจแวะเชียงใหม่เล็กน้อยเพื่อเที่ยวตามกระแสของชาวบ้านทั่วๆไป หลังจากนั้นก็คงแล้วแต่ข้อสรุปของผู้ใหญ่((หมายถึงคนที่แก่กว่าตัวเอง))ว่าจะไปไหนกัน ฮ่องกง หรือ สิงคโปร์ หรืออาจจะในประเทศ ต่อด้วยการกลับบ้านของไอ้เกา ((กูรอมึงอยู่นะ)) ซึ่งมั่วๆกันไว้ว่าจะไปเสม็ด โดยไอ้กิ๊กขันอาสาจะใส่บิกินีพาทัวร์ หรือบางทีอาจจะเป็นไอ้(ฟาง)ปูด ที่ขันอาสาพาเที่ยวโดยมีรถฟอร์ดคันใหม่พาไป อาจต่อด้วยการรักษาสัญญาว่าจะไปปีนภูกระดึงอีกที่กับครูโน๋ย

เที่ยวอย่างเดียวคงกระไรอยู่ ต้องทำการทำงานซะมั่ง ..ขึ้นอีสาน ไปยโสธร กับมุกดาหาร ดูงานให้แม่ อาจจะแวะๆไปคุยงานกับคนสิงคโปร์เล็กน้อย

อาจปิดท้ายการกลับบ้านครั้งนี้ที่สมุย หรือ กระบี่ ตามแต่เงินในกระเป๋าจะอนุญาต

 

ปล. หนึ่งเดือน จะเที่ยวพอไหม((ว่ะ))เนี่ย

ปล.(อีกที) กรุณาลงชื่อ หากจะร่วมทริป อ้อ..ลงชื่อแล้วลงตังค์ด้วยจะดีมาก

 

..จบข่าว ไปสอบก่อนล่ะ

November 17, 2006

ก็เพราะว่า…มันเป็นไปไม่ได้

Filed under: Diary by emotion

..แค่อยากจะลองดูสักครั้ง เขียนด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่มี

 

 

Love Phobia.. หนังเกาหลี ที่ดูกี่ครั้ง ก็ทำให้น้ำตาไหลได้ง่ายๆ ((ไม่ได้อยากจะใช้เป็นข้ออ้าง แต่มันจำเป็น))

..

"Phobia หมายถึง ความหวาดกลัวที่ไร้เหตุผล หรือจะแปลว่าความกังวลชนิดจับจิตจับใจ" ก็ได้

..

..จะมีสักกี่ครั้งในชีวิต ที่จะได้เรียนรู้คำว่า "Pure Love"

เด็กชายโจคัง เรียนรู้ความหมายของคำๆนี้ แค่เพียงพบหน้าเด็กหญิงอารี ..เด็กหญิงท่าทางมั่นอกมั่นใจในชุดกันฝนสีเหลือง ทั้งๆที่มันเป็นฤดูใบไม้ล่วง เธอให้เหตุผลว่าเป็นการป้องกันการแผ่กระจายของเชื้อโรค และใครก็ตามที่แตะถูกร่างกายเธอ จะซวย!!

เด็กชายโจคัง เด็กหญิงอารี

แน่นอนว่าเด็กชายโจคังหรือจะเชื่อ แต่กระนั้นเธอก็ไม่เคยให้เขาสัมผัสตัวเลย ..จนวันหนึ่งกิ้งก่า((หรือว่ากิ้งกือ ไม่รู้))เพื่อนสนิทของอารีหายไป โจคังเห็นมันโดดลงไปในบ่อโคลน เขาถึงโดดตามลงไปหามัน ฝนตก เขาเปียกไปทั้งตัว และแล้ว…เขาก็หามันไม่เจอ ฝนยังคงตก และตัวโจคังก็เปียกไปทั้งตัว อารีเลยแบ่งเสื้อกันฝนของเธอให้เขา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสตัวเธอ

วันรุ่งขึ้นเขาป่วย อารีโทษว่าเป็นเพราะตัวเธอเอง และอารีก็หายตัวไป… หลายวันหลังจากนั้น ครอบครัวเขาต้องย้ายไปอยู่ที่กรุงโซล((เข้าใจว่าตอนนี้อยู่บ้านนอก)) เขาอยากเจออารี อยากเอากิ้งก่าไม้ไปให้เธอ ..ไม่พบ เขาได้แต่ฝากมันไว้ที่ลุงของเธอ

ฝากให้ทีครับ กิ้งก่าไม้

10ปีผ่านไป เขาได้รับการติดต่อจากเธออีกครั้ง และแน่นอนว่าโจคังคงไม่ปล่อยโอกาสนี้หลุดมือ เขากลับไปที่บ้านเกิด และพบเธอที่นั้น โจคังถามอารีว่า อีก10ปีข้างหน้าชีวิตของเธอจะเป็นยังไง อารีบอกว่า เธอคงแต่งงานกับหนุ่มแบงค์ท่าทางหล่อเหลา โจคังรีบสวนว่า เขาไม่อยากเป็นหนุ่มแบงค์สักหน่อย อารีเลยตอกกลับไปว่า "คิดว่าตัวเองหล่อเหรอไง" ((ฮั่นแน่ กำลังแอบยิ้มอยู่ใช่ป่ะ)) และเธอก็บอกโจคังว่าเธอชอบกินซูชิ แล้วก็ฝันว่าจะได้กินมันด้วย โจคังบอกเธอว่า เขาเอียนซูชิจะแย่ เพราะพ่อเขาเปิดร้านซูชิที่โซล  ..หนึ่งคืนก่อนที่โจคังต้องกลับไปที่โซล เขาโบกรถส่งผักเพื่อกลับไปที่โซล เพื่อเอาซูชิมาให้อารี

โจคังโตเป็นหนุ่ม

..((อ่านมาถึงตรงนี้ คงเดาได้ไม่ยากนะ)) อารีดีใจแค่ไหนที่เห็นซูชิเหมือนอย่างที่เธอฝัน โจคังดีใจมากมายที่เห็นเธอชอบ ..แต่แล้วเขาซะเองกลับเป็นหวัด แน่นอนว่าอารีเจ็บปวดไม่น้อย เพราะเธออีกแล้ว โจคังถึงไม่สบาย..เธอโทษตัวเอง และเธอก็หายไปอีก

 

ฉันดูมาถึงตรงนี้ ฉันคิดว่าจะมีสักกี่คนบนโลกที่มีความรักอย่างเช่นโจคังมี ส่วนอารี แม้เธอจะไม่เคยเอ่ย หรือแสดงออกใดๆ แต่ความชัดเจนกลับเห็นได้ชัดเวลาที่เธอมองโจคัง เห็นได้ในแววตาของเธอ ..น่าแปลกนะว่าไหม ขอแค่ได้เห็นการกระทำเท่านั้นเอง คำพูดก็ไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว

 

8ปีถัดมา โจคัง หนุ่มเมืองกรุง ทำงานในแบงค์แห่งหนึ่ง เขาดูดีทีเดียวเชียว((อันนี้ฉันชมเอง)) วันหนึ่งขณะทำงานอยู่ มีหญิงสาวเอาแก้วมาวางบนถาดที่โต๊ะทำงานเขา เขาแปลกใจ เงยหน้าขึ้นมอง ..อารี เธอทักเขาแล้วบอกเขาว่า อีกชั่วโมงเลิกงานใช่ไหม เธอจะไปนั่งรอตรงนั้นนะ โจคังได้แต่อึ้ง 8ปีที่ไม่ได้เจออารีเลย แต่วันนี้เธอกลับมายืนตรงหน้าเขา เขาแทบจะทำงานไม่ถูก เมื่อเห็นเธอลุกจากที่นั่ง เขาแทบจะลุกตามทีเดียว ..สุดท้ายเขาเลยแก้เชือกรองเท้าเขา เอาไปผูกไว้ที่ขาของเธอกับเก้าอี้ และบอกเธอว่า แค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น

การกลับมาเจอกันอีกครั้งในรอบ8ปีน่าจะเป็นอะไรที่ดี แต่แล้วอารีกลับบอกโจคังว่า เธอจะต้องเดินทางไปต่างประเทศ ..ในรอบ8ปี เขามีเวลาอยู่กับเธอแค่8ชั่วโมง แย่ชะมัด…กับความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอก และเธอก็จากเขาไปอีก

..

ความลับไม่มีในโลก..

..

วันหนึ่ง โจคังไปเยี่ยมเพื่อนของเขาที่โรงพยาบาล เขาช่วยเด็กชายตัวเล็กๆคนหนึ่งที่พยายามจะซื้อน้ำจากเครื่องขายน้ำอัตโนมัติ ..แต่ทว่ามือข้างหนึ่งของเด็กชายคนนั้นกำลังกำเจ้ากิ้งก่าไม้อยู่ ..กิ้งก่าไม้ ((คุ้นๆมะ)) กิ้งก่าไม้รูปร่างอัปลักษณ์คงไม่ได้มีขายเกลื่อนถนนหรอกจริงมะ …อารี เธอต้องอยู่ที่นี่แน่ๆ ..เขานึก

โจคังกลับไปที่บ้านเกิดของเขาอีกครั้งเพื่อค้นหาความจริงของอารี เขาไปพบลุงของอารีพร้อมกับน้ำมันหนึ่งถัง ต่อหน้าลุง(ที่เป็นพระ)ของอารี เขาเทน้ำมันทั่วตัวเอง พร้อมๆกับไฟแช็คในมือ

บอกความจริงกับผมเถอะ

..

ความจริงถูกเปิดเผย..

..

วันหนึ่ง อารีในวัยเด็กนั่งรถไปกับพ่อ-แม่ เกิดอุบัติเหตุขึ้น รถที่อารีนั่งประสานงากับรถบรรทุกที่วิ่งส่วนมา พ่อ-แม่ของอารีเสียชีวิตคาที่ อารีถูกนำตัวเขาห้องฉุกเฉินอย่างเร่งด่วน อีกครั้ง..อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับชีวิตเธอ และมันก็ไม่สามารถแก้ไข้อะไรได้ ..ในขณะที่ผ่าตัด หมอถ่ายเลือดให้เธอ เลือดที่มีเชื้อเอดส์!!

จะผิด ก็ตรงนี้แหละ

..

..

โจคังรับรู้แล้ว รับรู้ถึงที่มาของเสื้อกันฝนสีเหลือง รับรู้ถึงเหตุผลมากมายที่อารีพยายามออกไปจากชีวิตเขา เขาไปหาเธอที่งานexhibitionของเธอ รูปภาพขาว-ดำมากมายประดับไว้ที่ผลัง ชวนให้คิดถึงอดีตเก่าๆมากมาย และในมุมหนึ่ง มีรูปของอารีขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ข้างๆกัน มีกรอบรูปขนาดเท่ากัน พร้อมกับพื้นหลังสีขุ่นๆ แต่กลับเป็นกรอบรูปว่างเปล่า ไม่มีรูปใดๆให้เห็น

โจคังจ้องมองรูปอารี เสียงจากข้างหลังเขาดังขึ้นเหมือนปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์ "คุณชอบเธอเหรอ"..อารีถาม ในมุมๆนั้นอารีพูดขึ้นว่า "You two look good together"

You two look good together

 

ประโยคที่ว่า "You two look good together" ทำฉันน้ำตาไหล เพราะครั้งหนึ่ง ฉันเคยได้ยินประโยคในทำนองเดียวกันนี้จากเพื่อนฉัน ในขณะที่ฉันยืนคู่กับใครคนหนึ่ง .."แกสองคนดูดีนะ เวลาที่อยู่ด้วยกัน"

 

สำหรับอารีแล้ว เรื่องของเธอกับโจคัง…ยังไงก็เป็นไปไม่ได้ ชีวิตของอารี ไม่ช้าก็เร็วก็จะต้องจากโจคังไป อารีจึงมักพูดเสมอว่าบนโลกแห่งนี้ ไม่ใช่ที่ของเธอ ..หลังจากที่ทั้งคู่ใช้เวลาที่เหลือของวันนั้นด้วยกัน อารีหมดสติ เธอถูกนำส่งโรงพยาบาล

โจคังเข้าใจแล้วถึงคำว่าเส้นแบ่งที่อารีมักขีดขึ้นเสมอ เส้นที่บอกเขาว่า"ก็เพราะว่า..มันเป็นไปไม่ได้" ..สิ่งสุดท้ายที่เขาทำเพื่ออารี ก็คือวงแหวนสัญลักษณ์ของมนุษย์ต่างดาว ที่อารีมักพูดถึง เธอมักจะบอกเขาว่าเธอเป็นมนุษย์ต่างดาว ที่วันหนึ่งเธอจะต้องกลับไปยังที่ๆเธอจากมา

วงแหวนที่โจคังทำขึ้น

ปาฏิหาร์..หรือไม่ อารีตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เธอขอให้โจคังพาเธอไปดูวงแหวนที่เขาทำขึ้น และมันก็เป็นฉากจบ เป็นที่มาของคำว่า"I’m sorry. I love you."

I'm sorry.  I love you.

 

Love Phobia อาจจะไม่ใช่หนังดีเลิศอะไร มันเป็นหนังรักเศร้าๆเรื่องหนึ่ง ดำเนินเรื่องไปอย่างเชื่องช้าในตอนต้น แต่กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกในตอนท้าย เน้นย้ำถึงเส้นแบ่ง"ก็เพราะว่า…มันเป็นไปไม่ได้"เป็นอย่างดี

 

บางครั้ง ฉันนึกแปลกใจว่าทำไมเวลาคนเราคบกัน ถึงใช้เหตุผลเพียงข้อเดียว ..แต่เวลาเลิกกัน กลับมีเหตุผลตั้งมากมาย สำหรับฉัน ฉันไม่ได้รักใครสักคนง่ายๆ พอๆกับที่หาเหตุผลมาเพื่อเลิกรักใครสักคน..มันก็ไม่ง่ายเลยเช่นกัน ความรักของฉันไม่ได้เศร้าอะไรขนาดหนังหรอก หากแต่ว่ามันมีเส้นแบ่งที่เหมือนกัน เส้นแบ่งที่เรียกว่า"ก็เพราะว่า…มันเป็นไปไม่ได้"

ฉันไม่โทษใครหรอก ไม่โทษเขา เพราะเรื่องของเรา…ยังไงมันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ฉันจะไม่ถาม ไม่ค้นหาคำตอบของการที่เขาไปจากฉัน ฉันได้แต่หวังว่า สิ่งที่ฉันทำเพื่อเขาเมื่อวานนี้ คงทำให้เขารู้สึกดีขึ้นบ้าง ..เท่านั้นเอง อย่างน้อย ฉันก็ไม่อยากให้เขารู้สึกผิดที่ทิ้งฉัน ไม่ว่าจะด้วยเส้นที่ว่า หรืออะไรก็แล้วแต่

 

..แต่ฉันก็รู้ว่า "เวลา" จะทำให้ฉันดีขึ้นได้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Hadley Wickham