Always head towards

October 24, 2008

บททดสอบ

Filed under: Diary by emotion

เคยลองคิดดูเล่นๆ(หรือจริงจังก็ได้)ไหม ว่าทำไมชีวิตเราถึงเจอนั่นเจอนี่ มีปัญหานู่น เดี๋ยวก็มีปัญหานี้…ตลอดเวลา แถมยังต้องแก้กันไม่จักจบจักสิ้น

อาจจะเหมือนที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ล่ะมั่ง..ว่ามันเป็น"กรรมของมนุษย์ ที่ต้องเวียนวายไปจนกว่าจะนิพพาน" (อ่ะโห มันพูดเรื่องแบบนี้กับเขาเป็นด้วย)

 

ในหลายๆครั้ง ฉันจะพยายามคิดว่า ปัญหาและสิ่งกวนใจทั้งหลายเหล่านี้ เป็น "บททดสอบ"ของชีวิต

แน่นอนล่ะ เมื่อมันเป็น"บททดสอบ" มันคงไม่จบแค่ Level เดียว …มันมีหลาย Level แหง่ๆ

และตอนนี้ฉันก็กำลังทำ"บททดสอบ"บทหนึ่งอยู่ มันเป็นบททดสอบที่ฉันตั้งชื่อว่า"อดทน"

 

ฉันเรียนรู้คำว่า"อดทน" มาตั้งแต่ปีแรกที่ฉันไปเรียนต่างประเทศ ตั้งแต่อดทนเรียน อดทนทำงาน และอดทนอยู่กับคนที่เราไม่ชอบ ..สำหรับฉัน ฉันว่ามันเป็นการอดทนที่ยาวนานมาก

แต่ตอนนี้ ฉันกำลังถูกทดสอบความ"อดทน"กับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ของฉัน (และฉันก็เชื่อว่าแม่ก็คงเช่นกัน)

 

ตั้งแต่ฉันกลับมาทำงานที่บ้าน ฉันมีปัญหากับแม่บ่อยมาก เรียกว่าแทบทุกวันเลยจะถูกกว่า มีกันได้ทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องขี้ผงจนถึงเรือรบ

ในความรู้สึกแม่(ที่ฉันเดา) แม่คงคิดว่าฉันเป็นเด็กไม่ดี ..แต่ในความรู้สึกฉัน ฉันว่าแม่ไม่ได้รักฉันเท่าไหร่!!

..เพราะไม่ว่าฉันจะพยายามเป็นเด็กดีของแม่แค่ไหน มันก็ไม่เคยพอเลยสำหรับแม่ และที่สำคัญฉันไม่เชื่อว่าแม่จะรักฉันเท่าพี่ฉันเลย

 

มันไม่ใช่ความรู้สึกอิจฉาหรอก ..แต่มันเป็นความน้อยใจมากกว่า

 

ถึงวันนี้ ฉันจะยัง"อดทน"กับความรู้สึกแบบนี้อยู่ได้ แต่ฉันก็กลัวใจตัวเองเหมือนกัน ว่าวันหนึ่งฉันอาจจะถอดใจ ไม่เป็นเด็กดีของแม่อีกต่อไป!!

September 17, 2008

ชีวิต?

หลายๆครั้งที่คนเรา(รวมถึงตัวฉันเองด้วย)จะชอบนึกถึงคำว่า"ชีวิต"ขึ้นมา ด้วยเหตุผลพื้นฐานว่า ในขณะนั้นเรากำลังประสบปัญหายุ่งยาก หาคำตอบไม่ได้ หรือที่เรียกกันว่า"ปัญหาโลกแตก"

คำว่า"ปัญหาโลกแตก" แน่ล่ะ ฉันไม่ได้หมายถึงว่าโลกจะแตกจริงๆ แต่ฉันหมายถึงปัญหาที่หาทางออกไม่ได้ คงคล้ายๆกับปัญหาที่ถามกันมานมนานว่า "ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน"

ทุกครั้งที่ฉันนึกถึง"ปัญหาโลกแตก" ฉันมักจะนึกถึงคำพูดที่พี่คนหนึ่งตอบฉันเสมอเวลาพูดเรื่องพวกนี้ "I don’t give a shit." พี่คนนี้มักจะพูดประโยคนี้ พร้อมทำท่ายักไหล่ และสายตาที่ไม่แคร์อะไร

ถึงแม้ว่าจะมีสายตาไม่แคร์ใคร และท่าทีที่บ่งบอกว่าไม่สนใจ ..แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่แหละ คือปัญหาที่คาอกคาใจอยู่ 

จะว่าไปปัญหาโลกแตกนี้ ก็คงเหมือนเราเป็นคนหลงทางคนหนึ่ง ที่เดินไปเจอทาง3แยก "จะเลี้ยวซ้ายดีไหม หรือเลี้ยวขวาดีกว่า อ๊ะ!หรือตรงไปดี" แน่นอน คำตอบที่ถูกต้องคงลอยอยู่ในกลุ่มเมฆหมอก ที่เราไม่สามารถมองเห็นได้เลย จนกว่า…เราจะมีความกล้าพอ

 

และมันก็คงไม่แปลกที่คนเราจะรู้สึกท้อ รู้สึกพลังกาย-พลังใจมันถดถอยลงเรื่อยๆ เหมือนใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ เวลาที่เจอปัญหาแบบนี้

….ฉันไม่เถียง เพราะฉันเคยเป็นมาก่อน  เคยรู้ซึ้งถึงความว่างเปล่า เหมือนชีวิตไม่มีค่า ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่จะทำให้ชีวิตมีค่าหรือไร้ค่า นั่นก็คือตัวเราเอง!!

 

หลายๆคนชอบพูดว่า "ชีวิต คือ การก้าวไปข้างหน้า" ฉันว่าไม่ผิด แต่ก็ไม่ได้ถูกไปซะทั้งหมด เพราะฉันคิดว่าแม้การอยู่เฉยๆ หรือแม้แต่การเดินถอยหลัง ก็เป็นการก้าวไปข้างหน้าได้เช่นกัน

หากเรากล้าที่จะเดินต่อ ไม่ว่าจะเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา หรือตรงไป และถึงแม้ว่าเราจะหลงทาง ..เหนื่อยก็พัก ล้มก็ลุก ..เราก็ยังได้เรียนรู้มัน เรียนผิด เรียนถูก แล้วก็เรียนแก้ ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้ล่ะ

 

..คัดลอกมาจากนิยายที่ฉันชื่นชอบ "เรือนไม้สีเบจ"

           "ทุกอย่างในชีวิตมันมีสองด้าน เรามองมันให้เป็นสีดำก็ได้ สีขาวก็ได้ ถ้ามองเป็นสีดำ โลกก็จะขมขื่นไปหมด ถ้ามองเป็นสีขาว มันก็สะอาดขึ้นมาก"

 

ฉันอยากบอกใครสักคน ในวันที่เขารู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีค่า ว่าเขามีค่าพอสำหรับฉัน แค่เขายิ้ม ฉันก็รู้สึกว่าโลกนี้มันน่าอยู่ขึ้นมาก อยากให้เขารับรู้ว่า ไม่ใช่แค่เขาที่ต้องคิดมากเพียงลำพัง ฉันก็คิด แต่ก็แน่ล่ะ ฉันคิดในแบบเงียบๆของฉัน  ซึ่งบ้างครั้งมันก็น่าน้อยใจ ที่เขามองข้ามมัน ..ก็แค่อยากจะบอกว่า ไม่ได้มีเขาคนเดียวในโลกนะ ^^

September 5, 2008

บ่นไปเรื่อย

Filed under: Diary by emotion

เหตุผลสำคัญอีกอย่าง ที่ฉันถูกเรียกตัวกลับมา หลังจากเรียนจบและใช้ชีวิตอิสระที่ต่างประเทศเองสักพัก ..ก็คือน้องชายแม่(เรียกว่าอากู๋)ต้องการคนมาช่วยงาน และเขาก็คิดว่าฉันน่าจะทำได้ แน่นะ!ว่าเหตุผลสำคัญจริงๆอีกอย่าง คือเขาไม่ต้องลงทุน ไม่เสี่ยง เพราะอย่างน้อยฉันก็มีประสบการณ์เกี่ยวกับสินค้าไทยที่ขายในต่างแดนอยู่พอตัว ไม่นับรวมลูกค้าคนใหม่ของเขา ซึ่งก็คือเจ้านายเก่าของฉัน

 

ฉันรู้สึกว่า แม่ฉันก็ค่อนข้างวาดฝันไว้หรูเหมือนกัน ว่าฉันจะแต่งตัวดีๆ ขับรถไปทำงานในออฟฟิตที่เปิดแอร์เย็น มีคนในโรงงานนับหน้าถือตา จะด้วยเกรงใจเพราะเป็นหลานเจ้าของ หรือจะเพราะอย่างอื่นก็สุดจะรู้ได้ แน่นอนว่าแม่ไม่ลืมสั่งสอนฉันเรื่องการปฏิบัติกับผู้อื่นดีๆ และทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เหมือนกับทุกๆครั้งที่แม่บอกก่อนฉันขึ้นเครื่องกลับไปเรียน แต่บางทีแม่คงจะลืมไปว่า ฉันใช้ชีวิตต่างแดนบนขาตัวเองมานาน นานจนพอจะรู้ว่าสิ่งที่แม่สอนบางอย่างก็ใช้กับบนโลกนี้ไม่ได้

 

อากู๋ฉันเป็นคนดี…อันนี้ฉันไม่เถียง แต่แฟนอากู๋(ให้ถูกก็ต้องเรียกว่าอากิ๋ม)…ฉันไม่แน่ใจ

 

ตอนเป็นเด็ก สมัยที่ยังอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ฉันไม่เคยลืมว่าเหตุผลที่ครอบครัวใหญ่ต้องแตกออกเป็นเพราะใคร…ถ้าไม่ใช่อากิ๋มฉันเอง และยิ่งกว่านั้นฉันก็ไม่ลืมว่าครั้งหนึ่ง อากิ๋มตีแม่ฉัน!!!! นั้นเป็นหนึ่งในหลายๆเหตุผล ที่ฉันไม่สามารถยิ้มให้ผู้หญิงคนนี้อย่างบริสุทธิ์ใจนัก

เพราะนอกเหนือจากเหตุผลข้างต้น ฉันก็ยังจำได้ดีว่า ผู้หญิงคนนี้แย่งลูกค้าของบริษัทแม่ฉันไปหน้าตาเฉย ด้วยเหตุผลที่่ว่า..เธอมีเงิน เธอคงคิดว่าเงินเนรมิตทุกอย่างให้เธอได้ แม้กระทั่งมันจะนำมาซึ่งความแตกแยกของเครือญาติของสามีเธอ แน่นอนว่าญาติฝ่ายสามีทุกคนตีตัวออกห่าง..ด้วยเหตุผลคล้ายๆกัน

อันที่จริงเรื่องก็น่าจะจบตั้งแต่ตอนบ้านใหญ่แตก ..แต่เปล่าเลย

ตอนพี่ฉันเอ็นท์ติดทันตะฯ จุฬาฯ เธอคนนี้ว่า"งานสกปรก ทำงานกับน้ำลาย"
ตอนฉันไปเรียนตปท. เธอคนนี้ว่า"เดี๋ยวจะได้มีลูกเขยฝรั่ง"

 

หลายปีผ่านไป เธอก็ยังกีดกันไม่ให้ลูกๆเธอมาสุงสิงกับญาติๆคนอื่น แม้ว่าจะเป็นวันเกิดของพ่อสามีเธอก็ตาม(หมายถึงอาก๋งฉันเอง) และแน่นอน..เรื่องของเธอก็ไม่อยู่ในความสนใจฉันเหมือนกัน 

 

ช่วงประมาณ 1ปีก่อน ผู้หญิงคนที่ว่า"ป่วย" เป็นโรคมะเร็ง ..อย่างที่รู้ๆกันว่า มันรักษาไม่หาย!! ที่ว่า"มีเงิน" ก็กลายเป็น"มีหนี้"!!

 

 

คนจีนมักจะสอนกันว่า "บุญคุณต้องทดแทน" และเติมกันอีกนิดที่ว่า "ความแค้นต้องชำระ"

 

เปล่าหรอก ฉันไม่ได้โกรธแค้นอะไรเธอ ไม่เคยจะใส่ใจด้วยซ้ำ!

แม้ว่าในวันนี้ ญาติๆที่เคยโกรธเคืองกันมา จะให้อภัยเธอ และแม้เธอจะพูดหวานกับบ้านฉันเพียงใด ฉันก็รู้ว่าฉันไม่สามารถยิ้มให้เธอได้เต็มที่ ถึงแม้ฉันจะไม่มีความแค้นอะไรก็ตาม.. แน่นอนว่าเมื่อแม่ฉันกึ่งๆขอร้อง กึ่งๆสั่ง ให้ฉันไปช่วยงานอากู๋ ในวันที่อากิ๋มไม่สบายนั้น …ฉันก็ไม่ได้ปฏิเสธ และสำหรับฉันมันเป็นการแสดงน้ำใจของฉัน

 

หากแต่ว่า… ตั้งแต่ฉันไปเริ่มงาน "กำไร"คืออย่างเดียวที่เขาอยากให้ฉันทำให้ได้ จนฉันรู้สึกว่ามันเป็นการค้าขาย ที่ไม่ตรงกับฉันเอาเสียเลย

ฉันเริ่มงานโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องทำอะไรก่อน-หลัง ช่วงอาทิตย์แรกๆฉันยังไปนั่งจับเจาที่แผนกธุรการ พิมพ์ดีดมั่ง พิมพ์เช็คมั่ง เดินเล่นในโรงงานมั่ง ประชุมมั่ง ..แล้วแต่จะถูกเีรียก พอทำได้ผ่านไปสักระยะ ฉันก็เริ่มเป็นเจ้าหน้าที่ประจำฝ่ายไอที ทำตั้งแต่ถ่ายรูปสินค้าเพื่อเอาไปอัพเว็บ ตอบ-รับเมลล์จากลูกค้า ซ่อมคอมพิวเตอร์ และดูแลระบบLAN หนึ่งเดือนต่อมา ก็ไปอยู่ฝ่ายบุคคล นัดสัมภาษณ์คนมาฝึกงาน เดินคุมคนในโรงงาน รวมถึงเรียกพนักงานในLineอบรม พอนานวันเข้า ฉันก็ทำทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้น รวมไปถึงการติดต่อองค์กรภายนอก รับ-ส่งลูกค้า และดูแลระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงาน

 

แต่แล้วฉันก็ทนทำต่อไปไม่ได้ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับลูกค้ารายหนึ่ง ..ความใจร้อนของอากู๋ฉัน ทำให้ลูกค้าต่อว่าต่อขานฉันมาเป็นร้อยๆครั้ง ทั้งๆที่มันไม่ใช่ความผิดฉันเลย ในตอนแรกฉันคิดว่าปัญหาน่าจะจบลงด้วยดี ด้วยการรับผิดไปเอง แต่เรื่องก็ไม่จบแค่นั้นเมื่ออากู๋โบยความผิดนั้นกลับคืนลูกค้าไป และที่สำคัญ ลูกค้าที่ว่านั้น…รู้จักฉันมากกว่าอากู๋รู้จักฉันเสียอีก บทสรุปของเรื่องนี้ แม้ลูกค้าจะไม่เอาผิดฉัน ที่ทำเขาสูญเงินไปเป็นล้านๆ แต่ก็ไม่ยอมลงให้อากู๋ สุดท้ายก็ต่างคนต่างเดิน

ใจจริง ฉันก็อยากทำงานที่นั่นไปอีกสักพัก เพราะฉันก็ค่อนข้างเข้ากับคนที่นั่นได้ไม่เลว ไม่ว่าจะคนในออฟฟิตหรือในโรงงาน ฉันก็สนิทได้หมด ..แต่พอคิดดูอีกที ถ้ามีปัญหาอย่างว่าขึ้นมาอีก ฉันก็คงโดนโบยขี้อีกแน่ๆ เพราะงั้นเผ่นเหอะ

 

แม้ปัจจุบันฉันไม่ได้ทำงานที่นั่นแล้ว แต่ก็มักจะมีเสียงตามสาย มาให้ช่วยทำสิ่งเล็กๆน้อยๆเสมอ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง และไม่ทำฉันเดือดร้อน.. ฉันก็ยินดีช่วย 

 

(บ่นอีกล่ะ - ก็มันไม่มีไรจะอัพอ่ะ) 

 

July 24, 2008

แบบไหนที่เรียกว่า”ดี”

Filed under: Diary by emotion

ฉันเป็นมนุษย์ช่างสงสัย และคิดเยอะ ..จนบางครั้งก็มองโลกได้แค่"สีขาว"กับ"สีดำ"เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง"สีเทา"ก็ยังมี 

ฉันเป็นมนุษย์มีน้ำใจพอประมาณ เพราะรู้สึกว่าบางครั้งการมีน้ำใจ"มากเกินไป" อาจจะโดนเอาเปรียบ และการมีน้ำใจ"น้อยเกินไป" ทำให้โลกนี้ไม่น่าอยู่

ฉันเป็นมนุษย์ที่เฉยชาพอตัว เพราะคิดว่าการเป็นคนเฉยชา จะช่วยให้"หลีกเลี่ยง"จากปัญหาได้ แต่บางครั้งฉันก็อยาก"เผชิญหน้า"กับปัญหาดูมั่ง

ฉันไม่ได้ชอบเรียนหนังสือเท่าไหร่ เพราะฉัน"เรื่องมาก" เลือกเรียนเฉพาะในสิ่งที่"ชอบ" แต่ที่"่ไม่ชอบ" ก็พอทนๆทำไปได้

ฉันไม่ชอบทำตามคำสั่งใคร เพราะเชื่อว่า คนเรา"คิดเองได้" แม้ในบางทีจะคิดผิด!

ฉันไม่ชอบให้ใครมาสั่ง เพราะฉันเชื่อว่า"การสอน"มันน่าเชื่อถือกว่า 

ฉันไม่ค่อยชอบเข้าสังคน แต่ก็รู้สึกสนุกที่ได้อยู่ในสังคม

ฉันไม่ค่อยเป็นคนใจดี เพราะหลายที่ ที่เราต้อง"เจ็บ"เพราะความใจดีมากไป ดังนั้นต้องหัด"ใจร้าย"ซะบ้าง จะได้ไม่เจ็บตัว ไม่เจ็บใจ

 

แบบนี้จะเรียกว่าเป็น"คนดี"หรือ"คนไม่ดี"………..?

 

แล้วในฐานะที่เป็น"ลูก" แบบไหนที่เรียกว่า"ลูกที่ดี"และ"ลูกที่ไม่ดี"……………?

 

 

แล้ว"พ่อ-แม่"ล่ะ แบบไหนที่เรียกว่า"ดี"………? 

June 11, 2008

ไม่ใช่ไม่สวย แต่ไม่ประทับใจ กับ สะบายดี หลวงพะบาง

สะบายดี หลวงพะบาง …หนังเรื่องล่าสุดที่เพิ่งไปดูมา

หนังเป็นยังไง? …ก็ดี ดูได้เรื่อยๆ แต่ก็มีบางตอนที่มันน่าเบื่อไปหน่อย
ยังไงอ่ะ? …เช่น บางตอนเดาได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป หรือพูดง่ายๆก็คือเดาทางหนังถูกนั่นเอง
จะแนะนำให้คนอื่นไปดูไหม? …ขึ้นกับความพอใจส่วนบุคคล

 

ที่ต้องตอบแบบข้างต้น ไม่ได้ว่าจะกวน-ีน หรือว่าจะตอบแบบกำปั้นทุบดิบ แต่เป็นเพราะในหนังแต่ล่ะเรื่อง มักจะมีอะไรที่แฝงอยู่ในตัวเองเสมอ  ขอวิจารย์ในมุมมองของตัวเองก่อนแล้วกัน เนื่องจากรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของหนังเคยเห็นและสัมผัสด้วยตาตัวเองมาบ้างแล้ว

ขอเล่าประวัติส่วนตัวนิดหนึ่งประกอบเรื่อง ..แม่ฉันเป็นคนจีน ที่เรียกได้ว่าจีนแบบ100% (แต่ทำไมแม่ไม่ตาชั้นเดียวเหมือนฉันนะ) "อาก่ง"(ซึ่งหมายถึงตา)และ"อาม่า"(ซึ่งหมายถึงยาย) พูดง่ายๆก็คือมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ หอบเสื่อผืนหมอนใบกันมาเลยเชียว(ฟังดูเหมือนนิยายชะมัด) อาก่งมาตั้งหลักปักฐานที่ลาว ก่อนที่จะย้ายมาอยู่เมืองไทยกัน ซึ่งสำหรับฉันมันก็คงไม่แปลกที่แม่และบรรดาญาติๆ จะเว้าภาษาลาวมั่ง อีสานมั่ง กันได้อย่างคล่องแคล่ว ส่วนประเพณีลาวขนานแท้เนี่ย.. ฉันเพิ่งมีโอกาสไปสัมผัสก็เมื่อตอนไปเรียนเมืองนอกนี่แหละ

น้าสาวที่ฉันไปพักอยู่ด้วยเมื่อตอนไปเรียนที่ต่างแดนแรกๆ เขาแต่งงานกับหนุ่มชาวลาว และอพยพไปอยู่ออสเตรเลีย อยู่กันมานานนมจนได้เป็นประชากรประเทศนี้ไปแล้วเลยล่ะ ..และด้วยความที่เขาเปิดร้านค้าในย่านที่มีคนลาวอยู่เยอะแยะ นั่นเลยทำให้ฉันคุ้นเคยกับประเพณีและภาษาของชาวลาวไปในตัว

 

หนังพยายามทำให้ภาษาลาว ฟังดูน่ารักและน่าสนใจไปตามเนื้อเรื่อง  อย่างคำว่า"สะ-บาย-ดี"ของคนลาว ก็คล้ายคลึงกับคำทักทายของคนไทยที่ว่า"สวัสดี" หรืออย่างคำว่า"เฒ่า"ในภาษาลาว ก็แปลว่า"แก่"ในภาษาไทย แต่ที่ควรจำไว้คือ "เจ้าชู้"แปลว่า"หล่อ"นะ ไม่ได้แปลว่าเจ้าชู้อย่างที่เราๆเข้าใจ ..ฮ่าๆ

(**ตรงนี้ขอปาดนิดหนึ่ง เป็นประสบการณ์ตรงจากพี่สาวฉันเอง สมัยยังทำงานใช้ทุนอยู่อีสาน >> มีครั้งหนึ่งคนไข้มาหาพี่ฉันเพราะว่าปวดฟัน คนไข้ที่ว่าก็อีสานขนาดแท้ ส่วนพี่ฉันก็กรุงเทพจะจ๋า คนไข้พูดว่า"หมอ แค่วมันควย" ด้วยความที่อยู่อีสานมาได้ระยะหนึ่ง พี่สาวฉันก็พอเดาได้ว่าคำว่า"แค่ว"แปลว่า"ฟัน" ส่วนคำว่า"ควย"นี่สิ!!!! ระบบประสาทในสมองพี่ฉันทำงานปิ๊ดๆ บอกปากขยับทันทีว่า"ทำไมพูดจาหยาบคายยังงี้" คนไข้ก็งง โชคยังดีมีพี่ผู้ช่วยหมอซึ่งเป็นคนอีสานอยู่แถวนั้น ไม่งั้นเรื่องคงยาวกว่านี้แน่ ก็เล่นกว่าจะพูดกันเข้าใจและรักษากันเสร็จ ก็กินเวลาไปนานทีเดียวเชียว) 

นอกเหนือจากความน่ารักของภาษา ยังมีเด็กเล็ก เด็กน้อย โผล่มาให้ได้หัวเราะ ซึ่งบางทีฉันก็รู้สึกว่าการมีเด็กมาเพิ่มสีสรรในหนัง ดีกว่าเอาตลกหน้าตาคุ้นเคยมาเล่นซ้ำมุขเดิมๆซะอีก

หนังยังคงเน้นเรื่องวัฒนธรรมของชาวลาวอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการบายศรีสู่ขวัญ พิธีแต่งงาน และการเต้นรำใบแบบฉบับของชาวลาว ที่เรียกว่า…(จำไม่ได้แหะ เดี๋ยวต้องไปถามแม่ใหม่) ส่วนเรื่องการหวงตัว และรายละเอียดย่อยๆ ขอข้ามไปเลย เพราะมันก็เป็นเรื่องจริงที่ว่า เรื่องแบบนี้มันเป็นจิตสำนึกของแต่ล่ะคน

พระเอก-นางเอก แสดงได้ดี อะไรๆก็ดูไหลลื่นแทบจะเป็นเนื้อเดียว จะสะกิดหูฉันนิดหน่อย ก็ตรงสำเนียงของแม่พระเอกนี่แหละ (พ่อพระเอกเป็นลาว ส่วนแม่เป็นสาวออสซี่) ด้วยประสบการณ์ที่ฉันไปอยู่ประเทศนี้มาหลายปี รู้สึกเลยว่าสำเนียงนี้ไม่น่าจะเป็นของชาวออสซี่ได้ มันฟังชัดเกินไป (อ๊ะ พูดงี้แปลว่าไร)

บทของหนังทำได้ดีในระดับหนึ่ง ไม่ถึงขนาดที่ไหลลื่นเป็นแผ่นเดียวกัน แต่ก็ไม่ขนาดสะดุดตลอดเวลา ..ถ้าเคยได้อ่านที่ฉันเขียนวิจารณ์หนังเรื่อง"รักจัง" ฉันว่าหนังเรื่องนี้ทำได้ดีกว่าตรงนักแสดง เนื้อหาของเรื่อง และความลื่นไหลของหนัง ..เสียอย่างเดียว ตรงภาพเมืองลาวที่หนังจะนำเสนอ ไม่ใช่ไม่สวย แต่ไม่ประทับใจ ..เหมือน"ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว ที่กินได้ แต่อร่อยไหม..อีกเรื่องหนึ่ง"

 

เอาเป็นว่า..ใครใคร่ดูก็ดูแล้วกัน แต่ถ้าไปดูที่ Lotus พุทธมณฑลสาย5 ช่วงวันจันทร์-พฤหัส ค่าตั๋ว(ที่นั่งธรรมดา)80บาท  เท่านั้น!!!!






















Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Hadley Wickham